เปลี่ยนหนังสือเรียนน่าหลับเป็นหนังสือเรียนน่ารักกับ Wizes

เมื่อถึงช่วงสอบเชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกอยากทำโน่นทำนี่ ไม่ว่าจะเป็นนั่งสมาธิ ดำน้ำ ปลูกปะการัง ทำอาหาร นวดสปา ปลูกป่า พอ! เรียกได้ว่าอยากทำทุกอย่างที่ไม่ใช่อ่านหนังสือ ด้วยสารพัดเหตุผล ทั้งเนื้อหาเยอะ อ่านเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ ไม่เข้าใจซะที

แต่ถ้าหนังสือที่แสนจะน่าเบื่อนี้กลายเป็นรูปแบบ 3 มิติ แถมยังมีการย่อยความรู้ ทำให้เราสามารถอ่านได้ง่ายขึ้นล่ะ?

 

The MATTER พาไปคุยกับ นนท์-ฐิติวุฒิ นันทิภาคย์หิรัญ และ พัฒน์-ปริพัฒน์ สินมา สองหนุ่มผู้ใช้ design thinking ในการนำเสนอสื่อการเรียนการสอน ภายใต้ชื่อ Wizes นวัตกรรมแรกที่  Wizes คลอดออกมาก็คือ หนังสือเรียนสรุปสังคมศึกษา ม.ปลาย ที่มีการใช้เทคโนโลยี Augmented Reality หรือ (AR) เข้ามาช่วยทำให้ภาพสมจริงมากขึ้น รวมถึงการจัดทำอินโฟกราฟิกเพื่อให้เด็กสามารถจำได้อย่างเป็นระบบ เพราะพวกเขาเชื่อว่าสื่อที่ดีจะช่วยยกระดับการเรียนรู้  ถ้าอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้หนังสือเล่มนี้แตกต่างจากหนังสือเรียนทั่วไป ก็เลื่อนหน้าถัดไปเพื่อไปทำความรู้จักกับ Wizes และหนังสือสังคมศึกษาแบบใหม่ไปพร้อมกันเลย

นนท์-ฐิติวุฒิ นันทิภาคย์หิรัญ / Photo by Kitti Klaykoed

 

The MATTER : จุดเริ่มต้น รวมถึงคอนเซ็ปต์ของการทำหนังสือเรียนสังคมศึกษา เป็นอินโฟกราฟิกมาจากไหน

นนท์ : จุดเริ่มต้นมาจากผลงานวิจัยจัดอันดับการศึกษา ซึ่งไทยอยู่อันดับที่ 8 ของอาเซียน เราเองถึงแม้จะผ่านจุดนั้นมาแล้วก็รู้สึกว่ามันน่าจะมีวิธีแก้ไข หรือมีวิธีพัฒนาการศึกษาที่เราจะสามารถทำได้บ้างมั้ย บวกกับทำงานมาสักพักแล้วด้วยเลยเริ่มมองหา business model ใหม่ๆ ซึ่งเราสังเกตเห็นว่าผู้บริโภคหรือเด็กในยุคปัจจุบันมีการใช้สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป สื่อทุกวันนี้ก็มีการพัฒนามาเรื่อยๆ โลกมีข้อมูลมากขึ้น แต่เด็กไม่เข้าใจเนื้อหา เขาอ่าน ท่อง สุดท้ายจำได้แค่วลี 1 2 3 4 ทีนี้ปัญหามันอยู่ที่ตรงไหน มันอยู่ที่เด็กไม่เห็นภาพหรือเปล่า จึงทำให้เกิดการพัฒนาอินโฟกราฟิกเพื่อย่อยให้ข้อมูลง่ายขึ้น ซึ่งผมมองว่าตรงนี้คือโอกาส เราเลยแปลงสื่อตรงนั้นเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นครับ

 

The MATTER : ทำไมถึงเลือกวิชาสังคมศึกษาขึ้นมาก่อน เป็นเพราะมันเป็นองค์ความรู้ที่ local คือมีเฉพาะบ้านเราหรือเปล่า ในขณะที่วิชาอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ ความรู้จะสากลกว่า

พัฒน์ :  พวกเราเองมองว่าวิชาสังคมเป็นวิชาที่ต้องใช้ความเข้าใจเยอะ ซึ่งปัญหาของข้อมูลแบบนี้คือการที่คนนึกไม่ออกว่าการเชื่อมโยงของข้อมูลหรือภาพนั้นเป็นยังไง แต่ถ้ามีการทำอินโฟกราฟิก หรือการจัดลำดับต่างๆ เพื่อสร้างภาพในหัว ก็จะสามารถทำให้จำได้ง่ายขึ้นเยอะครับ ส่วนเนื้อหาก็เป็นเชิง local เพราะเราอยากเจาะกลุ่มของการศึกษาไทยก่อน ด้วยตัวเนื้อหาที่ครอบคลุม ทำให้ตอนนี้มีผู้ใช้หลากหลาย ทั้งนักเรียนที่อ่านเตรียมสอบ เป็นสื่อช่วยอาจารย์สรุปเนื้อหา หรือกระทั่งพ่อแม่ที่ซื้อไปเตรียมข้อมูลเพื่อตอบคำถามลูก

 

The MATTER : การย่อยข้อมูลจากหนังสือ ม.ปลาย หลายเล่ม มาสู่หนังสือที่มีความหนาเพียง 205 หน้า มีวิธีการทำงานอย่างไร เราเลือกข้อมูลที่จะ ‘เอา’ หรือ ‘ไม่เอา’ อย่างไร และมีวิธีเลือกอินโฟกราฟิกแต่ละประเภทให้เหมาะสมกับเนื้อหาอย่างไร ใช้เวลาในการทำงานนานไหม

นนท์ : เนื่องจากเป็นหนังสือสรุปของเด็กม.ปลาย ดังนั้นจะมีหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการเป็นแกนหลัก หลังจากนั้นก็หาข้อมูลทั้งหลายที่เกี่ยวข้องมาดูทั้งหมดเพื่อให้เห็นภาพรวมว่ามีเนื้อหาอะไรบ้าง จากนั้นเราก็ดูว่ามีอะไรที่ขาดไป ความสัมพันธ์ของภาพรวมเป็นยังไง แน่นอนเราถนัดทางด้านสื่อ แต่ตัวคอนเทนต์เราจะแม่นยำได้ก็ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ มาช่วยดู ก็เลือกเอานักวิชาการแต่ละด้านมา เช่น เลือกคนจบเนติฯ จบเศรษฐศาตร์ มาดูแต่ละส่วนไปเลย

ส่วนวิธีเลือกการออกแบบนั้น เราออกแบบจากข้อมูลดิบให้ดูง่าย ไม่เน้นการตกแต่ง เน้นการใช้ภาษาภาพ (visual language) และการใช้ทฤษฎีต่างๆ เป็นพื้นฐานการออกแบบครับ เช่น การจัดลำดับ (hierarchy) จิตวิทยาทางการออกแบบ (gestalt) เพื่อจะให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย จดจำได้ ถ้าเค้าเข้าใจคอนเซ็ปต์ ของเนื้อหานั้นแล้ว การหาข้อมูลต่อก็จะเป็นสิ่งที่ง่ายครับ ระยะการทำงานตั้งแต่แรกเริ่มก็ประมาณ 1 ปีกว่าครับ

 

The MATTER : ระหว่างขั้นตอนรวบรวมข้อมูลกับตอนที่ย่อยข้อมูลออกมาเป็น design ส่วนใหนที่ใช้เวลาเยอะและยากกว่ากัน

พัฒน์ : จริงๆ ผมว่ามันก็ยากทั้งสองส่วน การทำความเข้าใจทางข้อมูลมันก็ยาก เพราะเราต้องอ่านข้อมูลดิบก่อน เสร็จแล้วก็ค่อยๆ หยิบ ค่อยๆ เอามาวางให้มันเป็นภาพ อย่างเช่นการทำ timeline เราก็จะหยิบเอาเวลามาวางไว้ก่อน แต่ยังไม่มีระยะห่างในเชิงภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง หยิบข้อมูลทุกอย่างออกมารวมกันก่อน เสร็จแล้วค่อยๆ ย่อยให้มันเป็นภาพเข้ามาอีกทีนึง แล้วค่อยหาความเชื่อมโยง

พัฒน์-ปริพัฒน์ สินมา / Photo by Kitti Klaykoed

 

The MATTER : ก่อนหน้านี้ทำอะไร ถึงได้มาทำ Visual Knowledge

พัฒน์ : ผมจบ communication design ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานกราฟิกออกแบบอยู่แล้ว เป็นครูสอนวิชาออกแบบพื้นฐานกับ software illustrator อยู่ที่ BEAR SCHOOL OF VISUAL SPECIALIST แล้วก็มีสอนที่ ม.กรุงเทพนิดหน่อย ส่วนตัวเป็นคนที่มีความสนใจเรื่องการศึกษาอยู่แล้ว พอดีกับเพื่อนที่สนใจด้านนี้เหมือนกันจึงได้มาทำตรงนี้ครับ

นนท์ : ผมจบด้าน product design ส่วนตัวถนัดด้านการวิเคราะห์ ชอบหา mapping ว่าคนมีปัญหาอะไร แล้วก็จะมองหาโอกาสว่าเราจะทำสินค้าอะไรไปตอบโจทย์เขาได้บ้าง คิดนวัตกรรมเพื่อหาอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา แล้วหุ้นส่วนอีกคนเขาจบด้านครุอาร์ตมา แล้วงานจบ (thesis) ของเขาก็เป็นหนังสือสอนเด็กครับ

 

The MATTER : ทำไมถึงเลือกเทคโนโลยีอย่าง Augmented Reality (AR) เข้ามาใช้ในบางส่วนของเนื้อหามีส่วนช่วยในการเรียนรู้อย่างไร

พัฒน์ :  AR เป็นเทคโนโลยีที่สร้างมิติในแบบที่หนังสือให้ไม่ได้ เพราะหนังสือมันจะ flat มีแค่มิติเดียว ซึ่งในเชิงการออกแบบก็มีข้อจำกัดเยอะสมมติเราจะทำเป็น pop-up book ในเชิง production ก็ยากเหมือนกัน ต้องตัด ปะ พับ  มองในระยะยาวอาจจะไม่คงทน เราเลยเอาเทคโนโลยีอื่นเข้ามาใช้ ซึ่งการที่เอา AR มาใช้ มันไม่ได้ทำให้ดีไซน์ของหนังสือเสียด้วย อย่างตัวข้อมูลก็สามารถ cross ดูได้  ในหนังสือคือสิ่งที่เราย่อมาให้แล้ว แต่ใน  AR จะเป็นรูปจริง สามารถเปรียบเทียบกันได้ เช่น แผนที่พื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทย ข้อมูลชุดเดียวกันแต่เราได้เห็นในหลากหลายแบบก็จะทำให้เข้าใจได้ง่ายมากขึ้นครับ

นนท์ : ซึ่งมองในเชิงผู้บริโภค การนำ AR ไปใช้ก็ทำให้เขาตื่นตาตื่นใจด้วย อย่างอาจารย์บางท่านก็เอา AR ไปใช้ในห้อง เด็กๆ ก็จะมีความตื่นเต้น ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักเรียนกับอาจารย์มากขึ้นด้วยครับ
 (The MATTER : พวกอาจารย์โอเคกับอะไรแบบนี้ใช่มั้ย)

พัฒน์ : ก็แฮปปี้นะครับ เขาพร้อมจะเรียนรู้เหมือนกัน range ของอาจารย์จะค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่อาจารย์จบใหม่ ไปจนถึงอารย์ที่สอนมาสักพักแล้ว เขาก็จะเอาไปให้หัวหน้าหมวดดูและสั่งซื้อกันหลากหลายจังหวัด ทั่วประเทศเลยครับ

The MATTER : หนังสือเรียนส่วนใหญ่ใช้เนื้อหานำดีไซน์ แต่ Wizes กลับใช้ดีไซน์นำเนื้อหา คิดว่าตรงนี้เป็นจุดแข็งหรือทำให้เราได้เปรียบไหม

พัฒน์ : มันก็เป็นจุดแข็งนึงของเรา บางทีงานออกแบบหรือสิ่งที่เราพัฒนาส่วนใหญ่มันจะมาจากคนที่อยู่ใน field นั้น แต่คนนอก field ที่เขามองเห็นปัญหาแล้วนำไปพัฒนามันก็เลยออกมาในอีกรูปแบบนึง ซึ่งคิดว่าในเมืองไทยงานออกแบบทางด้านหนังสือยังพัฒนาได้อีกเยอะ

นนท์ : ถ้ามองในเชิงธุรกิจ การทำเนื้อหาของเราจะมองหานักวิชาการที่สนใจการพัฒนาเนื้อหามาร่วมกับเรา แล้วก็ rotate ความรู้เข้ามาอยู่ในองค์กรเรื่อยๆ

 

The MATTER : มีหนังสือเรียนของต่างประเทศที่ชอบ หรือเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำโปรเจกต์นี้ไหม

พัฒน์ : มีของสำนักพิมพ์ DK ประเทศอังกฤษครับ ชุดหนังสือที่เป็น series เล่าเรื่องยากๆ ให้ง่ายอย่างปรัชญา ศาสนาต่างๆ ซึ่งข้อมูลมันมีความซับซ้อนมาก แต่ใช้ภาพมาเล่าให้ง่าย แต่เขาก็ยังไม่ได้ย่อยเยอะเท่าหนังสือสังคมของเราครับ แล้วก็มีงานออกแบบของ Nicholas Felton ที่ออกแบบข้อมูลดิบ แต่ทำข้อมูลดิบยังไงให้มันสวยงาม ส่วนแรงบัลดาลใจอื่นๆ ก็คือปัญหาหรือข้อผิดพลาดของสิ่งที่มีอยู่ครับ ซึ่งเรามองว่าถ้าเป็นสิ่งที่เราช่วยแก้ไขได้ ก็ควรทำดีกว่า เลิกบ่นกับสิ่งต่างๆ และเริ่มลงมือทำ อีกอย่างเรามองว่าถ้าเราไม่เริ่มทำแล้วใครจะเริ่ม เราทุกคนสามารถช่วยพลักดันสังคมได้ด้วยวิชาชีพต่างๆ ของแต่ละคน เราเองก็อยากให้สังคมดีขึ้นได้ด้วยงานออกแบบ


The MATTER : เด็กสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้เล่มเดียวไปสอบได้เลยไหม

นนท์ : ใช่ ถ้าข้อสอบออกไม่เกินหลักสูตร (หัวเราะ)

พัฒน์ : คืออันนี้จะอ่านง่ายกว่า อ่านได้นานกว่า ไม่หลับ หรือว่าอ่าน 1 ชั่วโมงเท่ากันแต่ความรู้เข้าหัวเยอะกว่า เพราะมี research ที่บอกว่า ข้อมูลที่ไม่ได้มีรูปภาพหรือสิ่งประกอบนั้นจะเข้าหัวแค่ประมาณ 10 % แต่ถ้ามีอินโฟกราฟิกก็จะสามารถช่วยได้เยอะเหมือนกัน เช่น เรื่องการจัดข้อมูล โดยที่เด็กไม่ต้องไปไฮไลท์ให้เสียเวลา โอเค เด็กไฮไลท์เป็นก็จริง แต่ใช้ไปเลย 30 สี มันก็ทำให้จัดลำดับไม่ได้สักเท่าไหร่ แต่เราก็เอาตัวทฤษฎีออกแบบมาวางระบบ เชิงออกแบบจะเรียกว่า Gestalt เป็นทฤษฎีที่เน้นศึกษาจิตวิทยาของสมองว่าสมองมันมองยังไง เช่น ตัวหนังสือที่มันอยู่ใกล้กันจะเกี่ยวข้องกัน โดยที่เราไม่ต้องไปบอกเลยว่ามันเกี่ยวข้องกัน แต่ใช้ทฤษฎีตรงนั้นมาใช้ในหนังสือ ทำให้เราไม่ต้องไปบอกเขา


The MATTER : จะเห็นว่าหนังสือเล่มนี้มันเป็นงานดีไซน์ซึ่งก็ต้องมีเรื่องของลิขสิทธ์ กลัวไหมว่าจะมีคนลอกเลียนแบบ

นนท์ : ขนาดไปปรึกษากับกระทรวงพาณิชย์มาแล้วผมยังไม่รู้สึกสบายใจเลย (หัวเราะ)  อย่างเรื่องการซีร็อกซ์เนี่ย ผมก็คุยกับพัฒน์ว่าจะมีการป้องกันยังไง แต่สุดท้ายมันก็กันไม่ได้อยู่ดี วิธีการของเราคือใช้สีเยอะ เพื่อที่มันจะช่วยเสริมสร้างการจดจำที่ดีขึ้น เราพยายามจะสร้างให้เขาเข้าใจว่าทำไมถึงต้องซื้อเล่มจริงไป ถ้าเทียบกับต้นทุน ราคาที่เราเสนอให้ถือว่าคุ้มมากๆ

พัฒน์ : ถ้าถ่ายเอกสารสีหนึ่งหน้าก็ประมาณ 20 บาท แต่ถ้าถ่ายทั้งเล่ม ซื้อก็คุ้มกว่า คือมันจะเห็นแค่แบบฟอร์ม รูปทรง แต่ทางจิตวิทยาบอกว่ามนุษย์จะมองรูปทรงก่อน เสร็จแล้วก็มองสี เสร็จแล้วค่อยมองข้อมูล สีก็เป็นส่วนนึงที่ทำให้เราสามารถแบ่งแยกเนื้อหาได้ง่ายขึ้น

 

The MATTER : หนังสือเรียนกับการศึกษาไทย สะท้อนกันอย่างไร และเราควรพัฒนาไปในทางไหน

พัฒน์ : หนังสือ หรือสื่อเรียนในสมัยเด็กเป็นสิ่งที่ปลูกฝังคนเราเหมือนกันนะ มันสร้าง taste สร้างวัฒนธรรม ที่เราจะ develop มันในอนาคต ซึ่งหนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะออกแบบมันให้ดี เพราะเด็กก็ใช้เวลาอยู่กับหนังสือเยอะ หนังสือเป็นสื่อที่คนไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ที่ถูกพูดถึงจะเป็นเรื่องแก้ระบบ การบริหารเนื้อหาและครู แต่หนังสือเป็นสิ่งหลักที่ให้ความรู้ความเข้าใจเนื้อหานั้นเพื่อทำความเข้าใจ ซึ่งข้อมูลเยอะหรือน้อยเท่าไหร่ก็ได้ แต่ถ้าถูกออกแบบมาไม่ดีเท่าที่ควรก็ทำให้ผู้อ่านเข้าใจยาก ใช้เวลานาน ซึ่งถ้าสิ่งแรกของการเรียนที่เด็กสัมผัสมันดี เด็กก็น่าจะสนใจเรียนมากขึ้น

นนท์ : เราเชื่อว่า อินโฟกราฟิกมันจะดีสำหรับเด็กด้วย รูปร่างของข้อมูลจะสะท้อนไปถึงการสร้างความคิดของเด็ก ถ้าสมมติมีรากฐานการจดจำวลีต่างๆ แบบ 1 2 3 4 แต่มันจะชัดเจนมากถ้าไปบอกให้เด็กท่องให้ฟัง เขาก็จะท่องมาให้ฟังเป็นวลีๆ เลย แต่ถ้าเราลองสลับที่องค์ความรู้เขาจะเริ่มสับสน แต่ถ้าเขาจำเป็นภาพ ความสัมพันธ์มันเกิดยังไง ประกอบด้วยอะไร มันก็จะทำให้เขาเข้าใจอะไรๆ ได้มากขึ้น

The MATTER : อย่างนี้แสดงว่า หนังสือเรียนแบบเดิมไม่มีการจัดการองค์ความรู้หรือเปล่า?

พัฒน์ : ตอบยาก (หัวเราะ)

นนท์ : จริงๆ มันอาจจะต้องพูดถึงเรื่งของยุคสมัยด้วยครับ ถ้าถามว่าเขาดีพอมั้ย ดีครับ แต่มันอาจต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ สร้างภาพให้เห็นในหัว ซึ่งในปัจจุบันพอมันมีความรู้ที่มากขึ้นๆ เราจึงพยายามขมวดตรงนั้นให้เด็กปรับย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

พัฒน์ : อย่างตัวหนังสือเล่มนี้ บางทีจะเห็นว่าบางหน้ามันดูมีความ minimal อยู่เยอะเหมือนกัน เพราะว่าการที่เราลดทอนรายละเอียดเหลือแต่สิ่งที่สำคัญมันทำให้เด็กเข้าใจง่าย แล้วมันก็สร้าง abstract graph ด้วย สิ่งที่เรียกว่า abstract graph ก็คือการสร้างภาพในหัวขึ้นมา อย่างเช่น สมมติว่าเป็น timeline เค้าก็จะมองเห็นในหัวได้ว่าเป็นภาพนั้นๆ แล้วเค้าก็จะเห็นความเชื่อมโยงกันซึ่งจะทำให้สามารถดึงข้อมูลมาใช้ได้ง่ายขึ้น เหมือนการจัด folder ใส่ในสมองให้เด็ก แทนที่เด็กจะต้องคิดในหัวเป็นคำลอยๆ ขึ้นมาเอง

 

The MATTER : แปลว่าหนังสือเรียนในยุคเก่าไม่มีคอนเซ็ปต์ในเรื่อของการดีไซน์ WIZES เลยเอาคอนเซ็ปต์ตรงนี้เข้ามาช่วย

พัฒน์ : ใช่ครับ ผมมองอย่างนั้น เพราะว่าเมื่อก่อนคนออกแบบหรือนักออกแบบเขาจะถูกมองว่าเป็นศิลปิน ศิลปะ สองอย่างนี้มีความเกี่ยวข้องกันอยู่แต่มันสามารถแยกกันได้ครับ เพราะว่างานออกแบบมันต้องทำให้ทุกคนเข้าใจ ทุกคนสามารถเสพได้ เป็น universal design แต่องค์ความรู้ตรงนี้ก็ต้องไปเอางานจิตวิทยาหรืองานต่างๆ มาผสมด้วย ไม่ใช่สร้างความสวยงามอย่างเดียว ซึ่งในเมืองไทยยังต้องการการออกแบบตรงนี้อยู่ ถ้าเอาไปปรับใช้กับงานอื่นๆ มันก็จะทำให้คนเข้าใจมากขึ้น แทนที่จะสร้างความสวยงามได้อย่างเดียวครับ

The MATTER : ทุกเฉดสีทุกการออกแบบในหนังสือเล่มนี้มีทฤษฎีมารองรับทั้งหมดเลยใช่มั้ย

พัฒน์ : ใช่ครับ อย่างสีหลักๆ ที่ใช้ทำให้แบ่งเนื้อหาได้ง่าย แล้วสีก็ relate กับตัวข้อมูล น้ำหนักของสีแต่ละองค์ประกอบเราก็แบ่งมาให้ชัด เช่น อันนี้เป็นข้อมูลอันดับรองสุดสีมันก็เลยต้องต่ำต้องจมกับตัวพื้น ส่วนข้อมูลที่สำคัญสีก็ต้องป๊อบต้องโดดเด่นออกมา มันก็คือการลำดับข้อมูลทางด้านสีและองค์ประกอบครับ

 

(The MATTER : เรียกได้ว่าเป็น design thinking อย่างแท้จริง เพราะโดยรากฐานของงาน design คือการแก้ปัญหาอยู่แล้ว)

ใช่ครับ แล้วเราก็เอาสิ่งๆ นี้มาปรับใช้กับหนังสือและการศึกษาไทย

 

The MATTER : แล้วคิดว่า design thinking ควรจะเป็นแกนหนึ่งของระบบการศึกษาในระดับมัธยมเลยหรือเปล่า

พัฒน์ : จากที่ผมเรียนสายออกแบบ ผมรู้สึกว่าควรจะ apply เข้ามาใช้  เพราะว่า design thinking จะทำให้เด็กคิดถึงปัญหา solution แทนที่จะ aesthetic ความสวยงาม อย่างในสมัยผมวิชาศิลปะจะเป็นวิชาที่สร้างความสวยงามหรือความเหมือน แต่ว่ามันไม่ได้มีเรื่องการออกแบบ solution ต่างๆ หรือการคิดเป็นเหตุเป็นผล

นนท์ : ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่อง solution ต่างๆ มันก็เหมือนจะทำให้เด็กเปิดกว้างขึ้นไปอีกในการที่จะหา solution ใหม่ๆ หรือการแก้ปัญหาชีวิตด้วย

พัฒน์ : ผมว่าถ้าเราสอน creative thinking , critical thinking, business thinking หรือ design thinking ไปตั้งแต่ตอนเรียน สมมติถ้าจบ ม.6 ไป เด็กก็ยังจะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ในสังคมได้

นนท์ : มันก็อาจจะเปลี่ยนบริบทจากการการตามสิ่งใหม่ๆ  กลายเป็นการเป็นการสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาด้วยครับ

The MATTER : กลับมาที่เรื่องหนังสือ บทเรียนไหนในหนังสือที่รู้สึกว่าเรา design ไปสุดทางได้เท่านี้จริงๆ

พัฒน์ : จริงๆ มันก็ยากเกือบหมดนะครับ แต่หลักๆ ก็คงจะเป็น timeline

นนท์ : timeline มันยากเรื่องการ proof ข้อมูลเพื่อเอามาลง เพราะว่า พ.ศ. มีความคลาดเคลื่อนกันอยู่บ้าง

พัฒน์ : มันมี source ใหม่ๆ หรือว่า source ที่ต้องไปเอามาจากต่างประเทศ แล้วก็ต้องนำมา proof กับผู้เชี่ยวชาญอีกทีหนึ่งว่าข้อมูลถูกต้องมั้ย

นนท์ : ที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับผมก็คือการย่อยอริยสัจ 4 (หัวเราะ)

พัฒน์ : ใช่ๆ การย่อยศาสนาพุทธให้เป็นภาพการเชื่อมโยง

 

The MATTER : แล้วการใช้ icon หรือสัญลักษณ์เพื่อแทนเรื่องต่างๆ ในหนังสือ เราต้องไปตรวจสอบความถูกต้องกับแหล่งข้อมูลมั้ย

พัฒน์ : อย่าง icon เนี่ย เราพยายามที่จะทำให้มันเข้าใจง่ายที่สุดครับ คือใช้เชิงสัญญะที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ตัว icon ข้างในมันก็เลยจะเป็นการ simplify หรือเกี่ยวข้องกับเนื้อหานั้นๆ ไปเลยครับ เพื่อที่เวลามองจะได้ไม่ต้องตีความมาก

 

The MATTER :  อยากรู้ว่าตอนที่ทำรู้สึกอย่างไร สะใจที่ได้ทำไหมหรือว่ารู้สึกทรมาน

พัฒน์ : จริงๆ ก็สองอย่างนะ (หัวเราะ)
นนท์ : คือตอนทำก็น้ำตาไหลนะแต่พอทำออกมาเสร็จก็ปัดน้ำตาทิ้ง (หัวเราะ)
พัฒน์ : เพราะว่า feedback ก็ดีเหมือนกันครับ
นนท์ : ซึ่งพูดถึงประเด็นเมื่อกี้ที่บอกว่า เนื้อหาของคนที่ตรวจนำข้อมูลที่เราไปเจอมาหรือเปล่า มันก็เลยเป็นเหมือนจุดๆ หนึ่งที่เรามีอยู่ในหน้าแรกครับ เป็นคำใบ้ไว้ เราจะมีใส่เวอร์ชั่นไว้ว่าเราสตาร์ทที่ 4.0 นะ เพราะเราล้อตามแผนพัฒนาการศึกษาไทยครับ

 

(The MATTER : เพราะว่าหนังสือเรียนความรู้มันตายตัว)

นนท์ : ใช่ครับ
พัฒน์ : แต่อันนี้ไม่ตายตัว มันจะ develop ทุกปีครับ
นนท์ : เราเชื่อว่าการศึกษา หรือความรู้ที่เราเชื่อยู่ตอนนี้เองมันมีการพัฒนา มันมีการเปลี่ยนแปลง มีการพิสูจน์ มีการค้นพบอะไรใหม่ๆ เรื่อยๆ ซึ่งเราต้องการจะให้เด็กทันโลกครับ

 

The MATTER : อะไรคือสิ่งที่ได้รับจากการทำหนังสือเล่มนี้

พัฒน์ : ผมรู้สึกว่า feedback คือ reward หรือว่าสิ่งที่มันสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมผมก็รู้สึกว่านั่นคือ reward ซึ่งมันเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงทั้งคนที่ทำงานออกแบบและคนที่ทำสิ่งๆ นี้ครับ จริงๆ เวลาทำงานออกแบบบางคนจะกลัวมากว่า feedback จะดีหรือไม่ดียังไง แต่สิ่งที่มันดีและมันสนุก ผมว่ามันคือการเห็น feedback จากคนในมุมมองที่หลากหลาย คนนี้ชอบ คนนี้ไม่ชอบยังไง รวมทั้งความคิดเห็นที่เกิดขึ้น สำหรับผมมันเป็นสิ่งที่ดี สนุกครับ

The MATTER : ถ้าตอนนี้ให้ไปสอบ o-net คิดว่าจะได้คะแนนมากแค่ใหน

นนท์ : จริงๆ ผมเคยลองดู ก็ค่อนข้างมั่นใจนะครับ (หัวเราะ) ต้องยอมรับว่าการออกข้อสอบสังคมศึกษาบางทีมันก็มีการดึงประเด็นความรู้ทั่วไปที่อยู่นอกห้องเรียนมาใส่ในข้อสอบค่อนข้างมากพอสมควร ทีนี้หนังสือเล่มนี้มันอาจไม่ได้มีเนื้อหาส่วนนี้บ้าง เพราะเราพยายามเอาแก่นมาสรุปให้เป็นสาระสำคัญ ซึ่งสาระก็คงจะครอบคลุมไม่ได้อยู่แล้ว เพราะว่ามันคือเรื่องของโลกทั้งโลกเลยครับ

พัฒน์ : แต่ในเล่มก็จะมีข้อมูลใหม่ๆ อย่างเช่น การค้นพบน้ำในแกนโลกซึ่งมันเพิ่งมีมาเมื่อปีที่แล้ว หรือว่าดวงจันทร์ดวงที่สองที่เพิ่งค้นพบ  หรือข้อมูลสนุกๆ อย่างซูชิปลาแซลมอนเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เกี๊ยวซ่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่

 

The MATTER : ช่วยนิยามคำว่า ‘ความรู้’ ในสิ่งที่ค้นพบจากการทำโปรเจกต์นี้หน่อย

พัฒน์ : ความรู้มันเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีอายุเข้ามาจำกัด การเรียนรู้ของมนุษย์มีการพัฒนาเรื่อยๆ มีข้อมูลใหม่ๆ สิ่งที่เรารู้มันก็เป็น truth เป็นความเชื่อ แต่ในเชิง fact มันก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งอย่างในเรื่องสังคมมันก็จะมีทั้งความจริงกับความเชื่อเข้ามาผสมปนเปกัน ทำให้เราต้องอัพเดทข้อมูลใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

นนท์ : ผมว่าเราจะเรียกสารที่เรารับเข้าไปสู่สมองได้ว่าเป็นความรู้ก็ต่อเมื่อ เราสามารถนำสารนั้นมาประยุกต์แล้วต่อยอดได้ครับ

 

The MATTER : แผนในอนาคตของทีมเป็นอย่างไร มีโปรเจกต์ที่คิดจะทำสรุปเป็นอินโฟกราฟิกเพื่อให้เข้าใจง่ายอีกหลายวิชาหรือเปล่า

พัฒน์ : มีครับ แต่ก็กำลังเริ่มๆ อยู่ มีแผนจะออกวิชาอื่นๆ อีกในปีนี้ เรียกว่าเราทำสื่อเพื่อการเรียนรู้ดีกว่า แต่ทั้งนี้เราเองก็อยากเปิดโปรเจกต์ใหม่ๆ ทางการศึกษาด้วยครับ คิดว่าไม่อยากจำกัดแค่การทำหนังสือเรียน เราก็จะมี platform อื่นๆ ออกมา ที่สามารถประยุกต์ใช้ ทำให้คน interact ได้ดีขึ้นเข้ามาเสริมด้วย

 

(The MATTER : คิดว่า plat from นี้ใช้ได้กับความรู้ทุกประเภทเลยมั้ย)

พัฒน์ : ใช้ได้กับทุกประเภทครับ ตั้งแต่คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ หรือวิชาใดๆ ก็ตาม การย่อยข้อมูลมันเป็นเหมือนองค์ประกอบพื้นฐานในเชิงการออกแบบที่เราสามารถนำไป apply กับข้อมูลใดๆ ก็ได้

นนท์ : ซึ่งถ้าอ้างอิงถึงการทำความเข้าใจ การจดจำเรื่องต่างๆ ของมนุษย์ มันก็จะ refer ไปถึงว่าทุกอย่างมันเป็นโครงสร้างไปหมด เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามออกแบบโครงสร้างให้มันสัมพันธ์กับ fact ความเป็นจริงที่มันเกิดขึ้น แล้วทำให้เขารับตรงนั้นได้อย่างถูกต้องครับ

 

The MATTER : มีความคาดหวังอย่างไรบ้างกับหนังสือเล่มนี้ ทั้งต่อวงการการศึกษา อาจารย์ นักเรียนหรือวงการกราฟิก

พัฒน์ : ผมก็หวังว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาในส่วนอื่นๆ หรือการเข้ามาของคนรุ่นใหม่ และในฐานะที่เราจบสายออกแบบ ก็หวังว่าจะมีคนสนใจในงานออกแบบและเห็นคุณค่าของงานออกแบบมากขึ้น เช่น พัฒนาการศึกษาหรือปรับปรุงสิ่งอื่นๆ โดยใช้งานออกแบบ

นนท์ : ผมมองว่าจริงๆ เราก็มีความคาดหวังอยู่เหมือนกันครับ สมมติว่าถ้าหากเราได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งแล้วสามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่ง เสริมสร้างประสิทธิภาพให้กับเค้าได้ เราก็พร้อมที่จะเรียนรู้ พร้อมที่จะพัฒนาตรงจุดนี้ให้กับทางนั้นด้วย แล้วก็คาดหวังในเรื่อง design thinking ด้วยครับ

 

สำหรับผมเองหรือสำหรับเราเอง มองว่ามันเป็นประโยชน์ เป็นตัวตั้งต้นของอะไรหลายๆ อย่าง มันสามารถ apply ได้แม้กระทั่งกับนักเรียนทั้งครูหรือว่าทั้งภาคธุรกิจ ถ้าหากมองในเทรนด์โลกเราก็จะเห็นว่าทุกคนให้ความสำคัญกับ design thinking มากครับ

 

 

 

Interview by Marisa Paleebat & Geerapat Yodnil
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed