ตราบใดที่มนุษย์แหงนหน้าชมฟ้ายามค่ำคืน ดวงจันทร์ที่มองกลับมาก็จะเหมือนเดิมเสมอ เป็นเพียงใบหน้าเดียวที่เหมือนเดิมตลอดกาล
พื้นผิวหินบะซอลต์สีเทาปรากฏร่องรอยแห่งกาลเวลา ที่แสดงลวดลายให้หลากหลายวัฒนธรรมร่วมตีความเป็นรูปร่างต่างๆ ไม่ว่าจะกระต่าย มังกร ชาย หญิง เทพเจ้า หรือแม้กระทั่งคางคก ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ใบหน้าเดียวของดวงจันทร์เปิดเผยให้เราได้ฉงนมานมนาน
แต่ท้ายที่สุด ความอยากรู้อยากเห็นก็นำพามนุษย์ให้ได้รู้จักกับอีกด้านของดวงจันทร์ที่ถูกซ่อนจากมนุษย์โบราณ ซึ่งหันหลังตัดขาดกับสรรพชีวิตแห่งโลก และเล่าขานว่ากุมความลับดำมืดหลายอย่างไว้…
‘ด้านมืดของดวงจันทร์’ อันเป็นคำเรียกยอดนิยมที่ฟังดูสุดดาร์ค หากควรเรียกให้ถูกว่า ‘ด้านไกลของดวงจันทร์’ (Far side of the Moon)

ดวงจันทร์ขนาดใหญ่นี้แสนจะใกล้โลก จนถูกมือที่มองไม่เห็นจับใบหน้าให้มองมาแต่ที่โลกเพียงผู้เดียวขณะเต้นรำ ซึ่งมือนี้คือแรงไทดัล (Tidal force) ที่เกิดจากการดึงดูดกันของทั้งสองฝ่าย ทุกครั้งที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก ด้านไกลของดวงจันทร์จะได้รับแสงอาทิตย์ไม่ต่างกับด้านหน้า ไม่ได้จมอยู่ในรัตติกาลดั่งฉายา เพียงแค่ไม่เคยถูกมองเห็น โดยสำหรับประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ สิ่งที่มองไม่เห็นหมายถึงสิ่งที่ไม่อาจล่วงรู้ และสิ่งที่ไม่อาจล่วงรู้ โดยเฉพาะที่อยู่ใกล้ตัว คือความหวาดกลัว น่าพรั่นพรึง
มนุษย์เรา แม้จะมีเทคโนโลยีกล้องโทรทรรศน์ที่ดีมานานแล้ว แต่เราก็ไม่สามารถล้วงความลับของด้านไกลได้ จนกระทั่ง ปี 1959 ยานอวกาศ ลูนา 3 (Luna 3) ของโซเวียตได้โคจรรอบดวงจันทร์ และส่งภาพพร่ามัวภาพแรกของด้านไกลกลับมา มันเป็นทรงกลมโดดเดี่ยวในอวกาศดำมืด มันทั้งหยาบ ภาพแทรกด้วยสัญญาณเสีย ลวดลายที่ไม่คุ้นเคยทำให้มันดูพิศวงอย่างน่าขนลุก ราวกับว่าคือนี่อีกตัวตนของดวงจันทร์ที่เราไม่ควรอย่างยิ่งที่จะได้มองเห็น
เวลาผ่านไป ยิ่งเราได้เห็นภาพของด้านไกลที่คมชัดขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถสังเกตได้ถึงความแตกต่างชัดเจนจากด้านหน้าราวกับเป็นคนละโลก โดยด้านไกลมีลวดลายสีเทาน้อยกว่ามาก (มีที่ราบต่ำ Maria น้อยกว่า) และเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต ขรุขระ แน่นอนมีคนจำนวนหนึ่งเชื่อในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ถึงความไม่สมเหตุสมผลนี้ แต่สำหรับบางคน นี่กลับเป็นสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล ซึ่งนำไปสู่การเชื่อมโยงถึงการตั้งใจปกปิดความลับ

ความเชื่อเรื่องของสิ่งมีชีวิต ณ พิภพใกล้บ้านอย่างดาวอังคารและดวงจันทร์เคยเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 จากการสังเกตรูปลักษณ์ผ่านกล้องโทรทรรศน์คุณภาพต่ำ เส้นลาย และการสะท้อนแสงของขอบหลุมอุกกาบาตนั้นดูประปรายคล้ายกับแสงของเมืองยามค่ำคืนบนดวงจันทร์ และโครงสร้างที่อาจไม่ใช่ธรรมชาติ
และเมื่อยุค 1960s มาถึง ภาพถ่ายดวงจันทร์ระยะใกล้ที่ไม่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยของสติปัญญาต่างดาวก็สร้างความขัดใจแก่ผู้ที่ยังคงยึดถือความเชื่อในเพื่อนบ้านไม่น้อย คนเหล่านี้จึงเริ่มมองหาความไม่คุ้นชินและไม่สมเหตุสมผล เช่น ความประหลาดของด้านไกลของดวงจันทร์ มาเป็นเครื่องยืนยันว่าอาจมีการตัดต่อภาพเพื่อปกปิดสิ่งก่อสร้างอะไรบางอย่าง ไปจนถึงที่ว่าดวงจันทร์ทั้งดวงเป็นสถานีอวกาศขนาดมหึมาของเอเลี่ยนโบราณ
ตั้งแต่ยานอพอลโล 11 (Apollo 11) เริ่มภารกิจ ข่าวลือต่างก็แพร่สะบัดเป็นตุเป็นตะ ถึงนักบินอวกาศรายงานว่าได้เห็นสิ่งก่อสร้างบนดวงจันทร์ มีการเห็นยูเอฟโอ ร่วมกับข่าวลือที่นักบินอวกาศกับ NASA มีการใช้ช่องทางการสื่อสารอีกทางสำหรับรายงานข้อมูลความลับสุดยอดที่ไม่อาจให้สื่อมวลชนทราบได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เคยถูกยืนยันในบันทึกของภารกิจ และไม่มีหลักฐานใดมาสนับสนุน จึงเป็นได้เพียงแค่ตำนานเล่าขานจากความไม่เชื่อใจในกลุ่มผู้ทรงอำนาจอย่างรัฐบาลสหรัฐ และการตอบสนองความต้องการที่อยากให้ความเป็นจริง “มีอะไรมากกว่านั้น”
“ลองมองดูภาพถ่ายบางใบให้ดี แล้วคุณจะเห็นพวกมัน” พวกเขากล่าวไว้เช่นนั้น
หากอ้างอิงถึงเหล่าไฟล์ภาพที่ปลิวว่อนบนอินเตอร์เน็ตตั้งแต่ปลายยุค 2000s ที่การตัดต่อและการตีความสามารถทำได้โดยทุกคน และอาจไหลตามกันได้เหมือนน้ำป่า ไร้ซึ่งการคุมทิศทาง นำมาสู่ยุคที่เต็มไปด้วยภาพที่ถูกนำมาขยายจนแตกพิกเซล มีวงกลมสีแดงและลูกศรสีแดงชี้ให้เห็นถึงรูปร่างลึกลับ ที่เป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์พาเรโดเลีย (Pareidolia) ร่วมกับภาพที่ถูกตั้งใจตัดต่อให้สมจริงเพื่อประกอบกับแนวคิด เพียงแต่ถูกคนอื่นนำไปตีฟูและแพร่กระจายต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปี
ในปัจจุบัน มียานอวกาศหลายลำที่โคจรรอบดวงจันทร์อย่างต่อเนื่อง เช่น ยาน LRO ของ NASA ภารกิจฉางเอ๋อของจีน ยานจันทรายานของอินเดีย ยานคากุยะของญี่ปุ่น เป็นต้น โดยจากข้อมูลที่ได้มาจากทุกภารกิจนานาชาติ ทำให้ปัจจุบันเรามีแผนที่ด้านไกลของดวงจันทร์ที่ละเอียดในระดับเมตร ไม่มีอะไรที่มีขนาดใหญ่กว่าแมวรอดพ้นสายอันเฉียบคมของยานเหล่านี้ไปได้
เว้นแต่เสียว่าเหล่านักทฤษฎีสมคบคิดจะเริ่มขยายไอเดียของพวกเขาจากหลายทศวรรษก่อน ที่คำลวงของด้านมืดดวงจันทร์ถูกสร้างโดยเพียงแค่รัฐบาลสหรัฐและโซเวียต จนกลายมาเป็นแผนการลวงโลกที่นานาประเทศเข้าร่วม ร่วมมือกันอุบไว้ และช่วยกันถักทอชุดข้อมูลเท็จแก่มนุษย์ ซึ่งคำอธิบายที่ว่ามานี้ อาจสมเหตุสมผล บันเทิง หรือปลอบประโลมจิตใจต่อคนบางคนมากกว่าที่แค่ว่า
“แท้จริงแล้วดวงจันทร์ไม่มีอะไรเลย”
อีกหนึ่งตำนานที่ถูกถักทอขึ้นในมุมมืดของอินเตอร์เน็ตคือเรื่องราวของ ‘ฐานทัพลับนาซี’ ที่เชื่อกันว่าเหล่านักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องได้หลบหนีความพ่ายแพ้จากสงครามโลกครั้งที่สอง ไปสร้างอาณาจักรใหม่บนด้านไกลของดวงจันทร์ ภายใต้ชื่อรหัส ‘Schwarze Sonne’ หรือดวงอาทิตย์ทมิฬ แม้ในทางวิศวกรรมการบิน จรวด V-2 ในสมัยนั้นจะทำได้เพียงแค่แตะขอบอวกาศ และการส่งมนุษย์ไปตั้งรกรากบนดวงจันทร์ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลเกินกว่าที่องค์กรลับใดจะทำได้โดยไม่มีใครสังเกตเห็น แต่เรื่องเล่านี้ก็ยังคงโลดแล่นอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปและนิยายไซไฟ สะท้อนถึงความปรารถนาของมนุษย์ที่อยากให้ประวัติศาสตร์มีตอนจบแบบลับเฉพาะ ที่น่าตื่นเต้นกว่าความเป็นจริง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อปี 1970 ในภารกิจอพอลโล นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองทำให้ชิ้นส่วนจรวดพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์เพื่อวัดแรงสั่นสะเทือน ผลปรากฏว่าดวงจันทร์สั่นสะเทือนยาวนานอย่างน่าประหลาด จนเกิดวลีว่า “ดวงจันทร์กังวานราวกับระฆัง” ข้อมูลนี้ถูกเหล่านักทฤษฎีสมคบคิดหยิบไปขยายความจนกลายเป็นแนวคิด ‘ดวงจันทร์กลวง (Hollow Moon)’ ที่ว่าภายในดวงจันทร์อาจเป็นโครงสร้างโลหะมหึมาที่ถูกสร้างขึ้นโดยสติปัญญาชั้นสูง ทั้งที่ในความเป็นจริง ความกังวานนั้นเกิดจากโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่ตายแล้ว แข็งตัว และแห้งสนิทไร้ซึ่งโมเลกุลน้ำ ทำให้คลื่นไหวสะเทือนเดินทางได้ไกลโดยไม่มีความชื้นมาช่วยลดทอนแรงสั่นสะเทือนเหมือนบนโลก
แม้แต่ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวล้ำ ภารกิจ ฉางเอ๋อ 4 (Chang’e 4) ของจีนที่ลงจอดบนด้านไกลได้สำเร็จในปี 2019 ก็ยังหนีไม่พ้นการถูกลากเข้าสู่กงล้อแห่งข่าวลือ เมื่อมีการเผยแพร่ภาพวัตถุรูปทรงลูกบาศก์ บนเส้นขอบฟ้าจนสื่อทั่วโลกพาดหัวถึง ‘กระท่อมลับของมนุษย์ต่างดาว’ แต่เมื่อรถสำรวจเคลื่อนเข้าไปใกล้ สิ่งที่พบกลับเป็นเพียงก้อนหินรูปทรงประหลาดที่เกิดจากการพุ่งชนของอุกกาบาตเท่านั้น สิ่งนี้ตอกย้ำว่า แม้ความจริงจะปรากฏชัดเพียงใด แต่ความเชื่อมักจะเดินทางได้ไกลและเร็วกว่าหลักฐานเสมอ
หากจะถามว่าความน่าตื่นตาที่แท้จริงของด้านไกลคืออะไร คำตอบนั้นอาจไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่เป็นร่องรอยความรุนแรงในอดีตอย่าง แอ่งเอตเคน (South Pole–Aitken basin) หลุมอุกกาบาตที่ใหญ่และลึกที่สุดแห่งหนึ่งในระบบสุริยะ ซึ่งเผยให้เห็นเนื้อในของดวงจันทร์ที่ถูกขุดรากถอนโคนจากการพุ่งชนครั้งมโหฬาร ด้านไกลจึงไม่ใช่ห้องลับที่ซ่อนเทคโนโลยี แต่มันคือ ‘พิพิธภัณฑ์ฟอสซิล’ ของระบบสุริยะที่หยุดนิ่งไร้กาลเวลา เป็นสถานที่ที่เงียบสงัดที่สุดเพราะถูกดวงจันทร์ทั้งดวงช่วยกำบังคลื่นวิทยุรบกวนจากโลก จนกลายเป็นจุดที่ดีที่สุดในการฟังเสียงกระซิบจากเอกภพยุคกำเนิด
ท้ายที่สุดแล้ว เหตุผลที่เราพยายามยัดเยียด ‘สัตว์ร้าย’ หรือ ‘สิ่งก่อสร้างลึกลับ’ ให้กับด้านไกลของดวงจันทร์ อาจเป็นเพราะมันคือกระจกเงาที่สะท้อนสภาวะจิตใจของมนุษย์เอง เรามองเห็นใบหน้าเดียวของมันจนคุ้นชิน และปล่อยให้อีกด้านที่มืดมิดเป็นพื้นที่ว่างสำหรับระบายความกลัวและความหวัง ความลึกลับของดวงจันทร์คือคำถามที่ว่าทำไมมนุษย์ถึงโหยหาความเร้นลับนัก บางทีการยอมรับว่าด้านไกลนั้นว่างเปล่า เงียบงัน และโดดเดี่ยว อาจเป็นสิ่งที่น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าการมีมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่เสียอีก