นาทีนี้หลายคนน่าจะพอได้ยินชื่อ ‘โอเซมปิก (Ozempic)’ กันมาบ้าง ว่ากันว่าเป็น ‘ปากกาวิเศษ’ ที่กลายจากไอเท็มลับ มาเป็นของประจำคลินิกปั้นหุ่นในฝัน สาวๆ อยากลดไซส์หรือแม้กระทั่งหนุ่มๆ อยากลีน ก็ยอมกำเงินจ่ายแหล่งเหล่านี้ เพราะใช้แค่ปากกาจิ้มไม่กี่แท่ง ร่างทองก็ลอยมาหาแบบไม่ต้องเครียดกับวินัยจนเป็นบ้า หรือไม่จำเป็นต้องงมกับการค้นขว้าจนกลายเป็นเนิร์ดด้านสุขภาพไปเสียก่อน
อยากเดินทางลัด ก็ต้องระวังตัว เพราะถ้าไม่คุ้นที่ ก็อาจหลงไปสู่ทางตันของระบบเผาผลาญ
‘โอเซมปิก’ เป็นเพียงชื่อแบรนด์หนึ่ง ส่วน ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ คือคำเรียกของตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ปากกาเหล่านี้คือยาในกลุ่ม GLP-1 Receptor Agonists ว่าง่ายๆ คือการเลียนแบบฮอร์โมนความอิ่มของร่างกายที่มีชื่อว่า ‘GLP-1’ ทำให้เกิดอาการอิ่มทิพย์ ผู้ใช้ไม่ตักข้าวเพิ่ม ไม่กินจุบจิบ น้ำหนักลดฮวบได้จริง จนถูกอวยยศว่าเป็นทางออกสมัยใหม่ของโรคอ้วน และเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์ของผู้ที่ถวิลหาเรือนร่างสมบูรณ์แบบ
แต่ภายใต้ความสะดวกสบายของการกดยาเพียงขยับนิ้ว ความจริงทางสรีรวิทยาและชีววิทยาที่ซับซ้อนกลับต้องรีบออกมาชี้แจงว่า ยาเหล่านี้ไม่ได้เป็นคำตอบที่เบ็ดเสร็จ และหากใช้อย่างไม่เท่าทัน (ซึ่งแน่นอนว่าเกิดขึ้นบ่อยแน่) มันอาจกลายเป็นกับดักที่ทำร้ายสุขภาพในระยะยาว
วิทยาศาสตร์เบื้องหลังเข็มปากกา คือการที่ตัวสารเข้าควบคุมสมองและระบบย่อยอาหาร ซึ่งตัวยาในกลุ่มนี้ เช่น ‘เซมากลูไทด์ (Semaglutide)’ หรือ ‘ลิรากลูไทด์ (Liraglutide)’ จะไปจับกับตัวรับสัญญาณ GLP-1 ในสมองไฮโปทาลามัส โดยไม่ต้องใช้ GLP-1 ที่หลั่งเองตามธรรมชาติจากลำไส้ เพื่อส่งสัญญาณระหว่างลำไส้และสมองว่า เราได้รับอาหารเข้ามาเพียงพอแล้ว ถึงเวลาอิ่มได้แล้ว

ฉะนั้นการเข้าควบคุมสัญญาณนี้ด้วยโดสของยาก็เป็นสร้างความอิ่มทิพย์ตามใจหมายได้แล้วเลเวลหนึ่ง ส่วนอีกขั้นคือการที่ยานี้สามารถหน่วงการทำงานของกล้ามเนื้อกระเพาะอาหารให้ช้าลง ทำให้อาหารตกค้างอยู่ในระบบได้นานขึ้นซึ่งช่วยให้เกิดความรู้สึกว่าท้องไม่กลวงโบ๋ และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะกลูโคสจากคาร์โบไฮเดรตที่กินไปจะถูกซึมช้าลง
สมองถูกสั่งให้อิ่มแล้ว แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าร่างกายอาจจะยัง เพราะนี่ไม่ใช่ยุค 90s ที่อาหารมีความหมายเพียงแค่พลังงานในหัวของผู้คนที่อยากผอม แต่อาหารที่ดียังเต็มไปด้วย ‘สารอาหารรอง’ นับไม่ถ้วน และโปรตีนที่สำคัญเทียบเท่าแคลอรี ปากกาลดน้ำหนักได้ผลเพราะเป็นการ ‘อดอาหารเชิงบังคับ’ ที่ร่างกายจะต้องเริ่มสลายไขมันมาใช้เมื่ออยู่ในสถานะขาดพลังงานจากอาหาร แต่การกินน้อยเท่าแมวดม ถ้าหากปราศจากการจัดการสารอาหารที่ถูกต้อง (ซึ่งดันเป็นพฤติกรรมโดยพื้นฐานของกลุ่มคนที่ตัดสินใจใช้นวัตกรรมนี้) ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะขาดสารอาหารโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการขาดวิตามินบางชนิด แร่ธาตุบางอย่าง กรดอะมิโนสำคัญจากโปรตีน หรือกรดไขมันบางชนิด
การใช้ปากกาลดน้ำหนักในคนที่ไม่ได้รับการดูแลคุณภาพอาหาร หรือไม่มีความรู้ในการจัดการสารอาหารเพียงพอ อาจจะทำให้เราได้เห็นภาพความแตกต่างของคนที่สามารถลดไขมันลงแบบสุขภาพดี สดใส และคนที่น้ำหนักลดเพราะผ่านสภาวะแร้นแค้นมา
โดยความแตกต่างอันดับแรกที่มองได้ชัดที่สุดและสำคัญที่สุด
ก็คงจะเป็นความต่างของมวลกล้ามเนื้อ
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ด้วยเครื่อง DXA scan พบว่า ผู้ใช้ยา GLP-1 อาจสูญเสียน้ำหนักในส่วนกล้ามเนื้อและกระดูกสูงถึง 40% ของน้ำหนักที่ลดลงทั้งหมด โดยอาจเป็นผลจากการบริโภคโปรตีนต่ำ ร่วมกับพฤติกรรมไม่ฝักไฝ่การออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสังเคราะห์โปรตีนกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อสามารถสลายตัวพร้อมไขมันได้มากในสภาวะพลังงานต่ำและขาดสารอาหารรองที่ส่งเสริมการจัดการระบบเผาผลาญ ทำให้เกิดเป็น ‘ลุค’ ที่ผู้คนสามารถสังเกตได้ในเหล่าดาราตะวันตก เช่นคำว่า ‘Ozempic Face’ ที่อาจเกิดจากการสูญเสียโครงสร้างคอลลาเจน มัดกล้ามเนื้อ และโครงสร้างไขมันระหว่างการใช้ปากกา และ ‘Ozempic Butt / Body’ ที่มักพูดถึงการผอมแต่ดูไม่เฟิร์ม เนื้อดูไม่เต็มตึงเพราะขาดกล้าม
แถมการที่กล้ามเนื้อหายไปมาก แปลว่าเราได้สูญเสียเตาเผาพลังงานหลักของร่างกายไปไม่น้อย ‘อัตราการเผาผลาญพื้นฐาน’ (BMR – Basal Metabolic Rate) จะดิ่งลงอย่างรุนแรง ร่างกายจึงปรับตัวให้ใช้พลังงานน้อยลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่แม้คุณจะกินแคลอรีเท่าเดิม น้ำหนักก็จะไม่ลดลงอีก นี่คือจุดตันของการใช้ปากกาลดน้ำหนักแบบไม่จัดการสารอาหาร โดยจุดตันนี้ ถ้าไม่ถูกแก้ไขระหว่างการใช้ปากกา เมื่อเลิกใช้โดยไม่ได้รับบริการการดูแลหลังหยุดยาที่ดี ก็อาจจะนำมาสู่ความซวยที่สอง นั่นก็คือภาวะ ‘Sarcopenic Obesity’ หรือความอ้วนที่มีมวลกล้ามเนื้อต่ำ เพราะคุณจะเริ่มกลับมากินเท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมในขณะที่อัตราการเผาผลาญยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เป็นเพราะกับดักพฤติกรรมและภาวะ ‘Brain Hunger’
รายงานจากวารสาร Diabetes, Obesity and Metabolism ระบุว่าภายใน 1 ปีหลังจากหยุดยา ผู้เข้าร่วมทดลองส่วนใหญ่น้ำหนักขึ้นถึง 2 ใน 3 ของที่เคยลดได้ นั่นเป็นเพราะสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับรางวัล (Reward System) หรือภาวะ ‘Food Noise’ (เสียงในหัว) จะกลับมาทำงานอย่างรุนแรงกว่าเดิมเพื่อชดเชยช่วงที่หายไป ที่ร่างกายตีว่าเป็นฤดูขาดแคลน และจำความเครียดนั้นไว้ว่าเราต้องกินเพื่อสะสมไขมันเพิ่ม

แถมการพึ่งพายาทำให้ผู้ใช้ขาดการฝึกฝน ‘ทักษะการกินอย่างใส่ใจ’ (Mindful Eating) หรือการฝึกตัวเองให้รับฟังสัญญาณหิว-อิ่มที่แท้จริง เมื่อไม่มีเข็มฉีดยาควบคุม พฤติกรรมการกินแบบใช้อารมณ์ (Emotional Eating) จะกลับมาจู่โจมทันที โดยต้นเหตุของพฤติกรรมฝังลึกนี้อาจมาจากการติดกินอาหารแปรรูปขั้นสูง (UPFs – Ultra Processed Foods) ความเครียด หรือปัญหาของแบคทีเรียในท้องที่ไม่ได้รับการแก้ไข
ปากกาลดน้ำหนักจึงเปรียบเสมือน ‘ไม้ค้ำยัน’ สำหรับผู้บาดเจ็บเท่านั้น ไม่ควรจะใช้ไปตลอดชีวิต ซึ่งการจะลดหุ่นให้ได้ดีและสร้างคุณลักษณะนิสัยที่เอื้อต่อการหุ่นดีแบบถาวรจำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์อื่น
อันดับแรกควรจะเป็นการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับอาหาร โดยหันมามองว่าอาหารเป็นตัวต่อ กุญแจ และพลังชีวิตที่จะมาซ่อมแซม ไขปรับแต่งกลไกของเราให้สมบูรณ์ ไม่ได้เป็นแค่ของอร่อยรางวัลชีวิต หรือสิ่งแก้เครียด อันดับสองคือคุณอาจจำเป็นต้องกินโปรตีนเยอะกว่าที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างการใช้งานปากกาลดน้ำหนัก กรดอะมิโนมหาศาลจากมื้ออาหารของคุณจะเสริมสร้างมวลที่สึกหรอ และคอยบอกร่างกายคุณว่ายังโอเคที่จะเก็บกล้ามเนื้อไว้
ส่วนอย่างที่สาม ที่สำคัญมากๆ คือการออกกำลังกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘การฝึกแรงต้าน’ (Resistance training) ที่จะส่งสัญญาณเพิ่มการผลิตโปรตีนกล้ามเนื้อโดยตรง และคอยควบคุมระบบการเผาผลาญทั้งร่างกายให้เหมาะสม เป็นหัวใจที่แท้จริงของการรักษาสุขภาพสำคัญต่อทุกเพศทุกวัย และจำเป็นอย่างยิ่งในคนที่เสี่ยงการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อจากการใช้ปากกาลดน้ำหนัก
หากปราศจากสามสิ่งนี้ ปากกาลดน้ำหนักก็เป็นเพียงการซื้อเวลาชั่วคราว ก่อนที่จะกลับไปสู่จุดเดิมด้วยสุขภาพที่เปราะบางกว่าเดิม
อ้างอิงจาก
Diabetes, Obesity and Metabolism
Journal of the American Medical Association (JAMA)
The New England Journal of Medicine (NEJM)