เคยเป็นกันไหม เวลาที่รู้สึกผิดจากการไถโทรศัพท์นานเกินไป จนต้องโยนไปไว้อีกฝั่งเตียงแล้วลุกไปทำอย่างอื่น แต่พอผ่านไป 4-5 นาทีแรก อาการคล้ายลงแดงเริ่มมา ผวาอยากจะหยิบจะเช็คการแจ้งเตือน หากทนได้ เมื่อเวลาผ่านไป เราก็เริ่มจะเริ่มเพลิดเพลินกับความเงียบงันของห้อง หรือไม่ก็แค่เอนหลังเงียบๆ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอย่างน่าประหลาด เวลาช่างดูช้าเสียเหลือเกินเมื่อไม่ได้เสพสื่อใดใด โอ๊ะ… นี่ฉันกำลังคิดอยู่นี่หน่า…
จากนั้นก็จะเริ่มถลำลึกไปในความคิดของตัวเอง ที่มันควรจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่กลับแปลกใหม่อย่างไม่คุ้นเคย ก่อนที่จะทนกับความเบื่อไม่ไหว และคว้าโทรศัพท์มาเช็คในที่สุด
ในสมัยนี้ ทุกวินาที สมองของเราสามารถถูกยัดเยียดสื่อกระตุ้นราวกับเป็ดโดนกรอกข้าวโพดเตรียมนำไปเชือดเอาฟัวกราส์ เราอิ่มจุกกับโดปามีนถูกๆ ทั้งวัน จนความน่าเบื่อแม้แต่เล็กน้อยกลายเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขโดยทันที ทั้งที่แท้จริงแล้ว ตลอดหลายแสนปีที่ผ่านมา ความน่าเบื่อนั้นกินเวลาแทบจะทั้งวัน
สถานะของระบบประสาทในตอนที่เราแสนจะเบื่อนั้นมีคำเรียกโดยนักประสาทวิทยาว่า ‘เครือข่ายโหมดปกติ (Default mode network)’ ซึ่งถูกค้นพบโดยบังเอิญเมื่อเหล่านักวิจัยทำการแสกนสมอง แล้วได้เห็นว่ากิจกรรมในสมองบางส่วนไม่ได้แผ่วลงอย่างที่คาดขณะตัวอย่างกำลังพักจากสื่อหรือสิ่งเร้าอื่นๆ แต่กลับทำงานมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เป็นรูปแบบอย่างชัดเจน ที่สอดคล้องกับความเบื่อ และการคิดไปเรื่อยของคนกลุ่มตัวอย่าง เช่น การจินตนาการถึงอนาคตใกล้ไกล การพยายามเข้าใจคนอื่น การทบทวนความทรงจำ หรือการคิดเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งความน่าเบื่อนี้เองคือตัวชี้วัดแรกว่าสมองของเราเริ่มเคลื่อนเข้าสู่สถานะนี้

ลองจินตนาการดูว่าจิตของเราคือเด็กน้อย ส่วนโทรศัพท์ เพลง หรือภาพยนตร์ก็เหมือนกับของเล่นเจ๋งๆ ชิ้นหนึ่ง ที่เด็กน้อยกำลังเล่น กำลังคลุกคลีแบบไม่ห่างไปไหน โดยถ้าของเล่นนั้นถูกยึดไป เด็กน้อยคนนี้ก็จะเริ่มเดินไปทั่วเพื่อหาจุดมุ่งหมาย ดูต้นไม้ ส่องนก ขุดดินหาสมบัติ เรียงหิน หรือเล่นในตู้เสื้อผ้าแม่ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่อาจมีชีวิตชีวาเสียยิ่งกว่าการจดจ่อกับของเล่น
จิตใจในสถานะแสนน่าเบื่อนี้อาจสามารถแก้ปัญหาที่ค้างคาได้จากมุมมองที่ไม่เคยคาดคิด หรือสามารถเชื่อมโยงไอเดียต่างๆ ที่ทีแรกไม่เห็นว่าจะเกี่ยวกันอย่างไรได้ นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงมีโมเมนต์ปิ๊งยูเรกาขึ้นมาตอนอาบน้ำ เช่นเดียวกับอาร์คิมิดิสในอ่างน้ำจริงๆ หรือตอนที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานๆ แล้วมีเวลาขึ้นอะไรเรื่อยเปื่อย
งานวิจัยหนึ่งจากปี 2014 โดยแซนดี แมนน์ และรีเบคคา แคดแมน พบว่าผู้เข้าร่วมทดลองกลุ่มที่ได้ทำกิจกรรมแสนน่าเบื่อก่อนที่จะรับการทดสอบความคิดสร้างสรรค์นั้นชนะกลุ่มกระตุ้นขาดลอย แสดงให้เห็นว่าความน่าเบื่อไม่ได้เป็นศัตรูของความสร้างสรรค์เลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันความน่าเบื่อในปริมาณที่เหมาะสมถือว่าเป็นการเตรียมสมองให้พร้อมต่อการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ เสียมากกว่า
ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง
โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันนั้นเก่งอย่างร้ายเหลือในการทำให้ระบบประสาทโหมดปกติถูกปิด ทุกการแจ้งเตือน ทุกการไถฟีด วิดีโอสั้นแค่ห้าสิบวินาทีทุกตัว ล้วนเป็นการเข้ายึดครองพื้นที่การรับรู้ของเราทีละเล็กทีละน้อย สิ่งเร้าเหล่านี้ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรเลย แต่มันก็ไม่จำเป็นต้องลึกซึ้งหรอก เอาแค่เพียงพอที่จะขัดขวางไม่ให้จิตใจของเราหันกลับมามองข้างในตัวเองก็พอแล้วสำหรับที่จะปิดโหมดปกติ
ทฤษฎีการฟื้นฟูความสนใจ (Attention Restoration Theory) เสนอว่า ความตั้งใจแบบจดจ่อ ซึ่งเป็นความจดจ่อที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทำงาน การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา นั้นเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด และมันจะร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ เมื่อถูกใช้งาน การฟื้นฟูมันจึงไม่ใช่การเติมสิ่งเร้าเข้าไปอีก แต่คือการลดสิ่งเร้าลง โดยเฉพาะความสนใจแบบปล่อยใจสบายๆ ไม่ต้องฝืน แบบที่เกิดขึ้นในตอนที่เราเบื่อเบาๆ หรือตอนที่ใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาติ
เมื่อเราแทนที่ทุกช่วงเวลาที่ควรจะน่าเบื่อด้วยคอนเทนต์หรือเพลง เราก็ไม่เคยเปิดโอกาสให้ระบบนี้ได้ฟื้นตัวเลย ผลลัพธ์ที่ตามมาคือภาวะสมองล้าเรื้อรัง (Chronic cognitive depletion) เช่น สมาธิสั้นลง ทนต่อความอึดอัดขัดใจได้น้อยลง และรู้สึกเหนื่อยล้าทางสมองอยู่ตลอดเวลาชนิดที่ว่าต่อให้นอนเท่าไหร่ก็ไม่หาย
นอกจากนี้ ยังมีราคาที่ต้องจ่ายที่แนบเนียนกว่านั้น คำถามที่มีความหมายที่สุดในชีวิตมนุษย์ เช่น ฉันคืออะไรกันแน่? ฉันต้องการอะไร? ชีวิตที่ฉันเป็นอยู่มันสอดคล้องกับความเชื่อของฉันจริงไหม? คำถามเหล่านี้ไม่มีวันหาคำตอบได้จากการไถหน้าจอ มันต้องการให้จิตใจเราพักสักนิด และหันกลับมาสำรวจตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ชวนให้อึดอัด และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงพยายามหาอะไรมาขัดขวางมันอยู่ตลอดเวลา
เบลส ปาสกาล (Blaise Pascal) นักปรัชญาในศตวรรษที่ 17 เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า:
“ปัญหาทั้งหมดของมนุษยชาติล้วนมีรากเหง้า
มาจากการที่คนเราไม่สามารถนั่งเงียบๆ คนเดียวในห้องได้”
แน่นอนว่าเขาอาจจะพูดเกินจริงไปหน่อย แต่มันก็สะท้อนความจริงได้อย่างดี การวิ่งหาความเพลิดเพลินใจเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจอยู่ตลอดเวลา ในระดับหนึ่งแล้วมันคือการวิ่งหนีการรู้จักตัวเอง ความน่าเบื่อ หากเรายอมทนอยู่กับมันแทนที่จะวิ่งหนี มีวิธีที่จะดึงเอาสิ่งที่เราเคยหลบเลี่ยงให้ผุดขึ้นมา ทั้งความไม่พึงพอใจ ความปรารถนาลึกๆ หรือคำถามเกี่ยวกับความหมายของชีวิต ที่ความยุ่งเหยิงในชีวิตประจำวันเคยช่วยบดบังมันไว้อย่างสะดวกสบาย
แน่นอนว่าการโอบรับความน่าเบื่อไม่ใช่เรื่องสุขสบาย แต่ความอึดอัดก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอันตราย การฝืนสัญชาตญาณที่คอยแต่จะหาอะไรมาเติมเต็มช่องว่าง คือการฝึกทนต่อสภาวะภายในใจที่ยากลำบาก ซึ่งกลายมาเป็นทักษะที่สามารถนำไปปรับใช้กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตได้ดีที่สุด เมื่อทักษะที่ช่วยให้ทนต่อนั่งรถไฟอันแสนน่าเบื่อได้โดยไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา คือทักษะเดียวกับที่ช่วยให้หยุดคิดก่อนจะตอบกลับอีเมลที่ทำให้ตัวเองโกรธ หรือช่วยยับยั้งชั่งใจจากอารมณ์ชั่ววูบที่จะมานึกเสียใจในภายหลัง

ฝึกโอบรับความน่าเบื่อ เริ่มอย่างไรดี
ยังไม่จำเป็นต้องถึงขั้นไปเข้าวัดหรือทำดิจิทัลดีท็อกซ์จริงๆ จังๆ แค่จัดสรรช่วงเวลาเล็กๆ ในแต่ละวันให้สมองได้ปล่อยจอยแบบไม่ต้องมีจุดหมายบ้างก็เพียงพอแล้ว อาจเริ่มจากวางโทรศัพท์ไว้ในมุมที่ไม่คุ้นเคย (จำให้ได้นะ) ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ แล้วไปทำอย่างอื่น อย่างงานบ้าน อาบน้ำ หรือทำอาหาร จากนั้นเริ่มขยับขยายไปตอนเดินทางไปทำงานหรือกลับบ้าน หากไม่ได้ขับรถเอง ห้ามหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบนรถไฟฟ้าหรือรถโดยสาร รวมถึงช่วงเวลารับประทานอาหาร โดยเฉพาะตอนที่กินคนเดียว ในช่วงนาทีแรกๆ อาจจะรู้สึกอึดอัด ความอึดอัดนั่นแหละคือประเด็นสำคัญ มันคือความรู้สึกตอนที่สมองกำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองอีกครั้ง
การเลิกฟังเพลงไปเรื่อยเปื่อยก็ช่วยได้ดี ลองยิมหรือเดินแบบไร้เพลงสักครั้ง อาจแปลกหน่อย ไม่เพลินเลย แต่เมื่อจบกิจกรรมแล้ว จะรับรู้ถึงความสมดุลในจิตใจอย่างล้นเปี่ยม ยิ่งถ้าเป็นการเดินยาวๆ ไกลๆ แล้วยิ่งดี แค่เดินไปเรื่อยๆ แบบไม่มีข้อมูลอะไรป้อนเข้าสมอง แล้วปล่อยให้ใจลอยไปในที่ที่มันอยากไปอย่างปลอดภัย
ซึ่งเหล่านักเขียน กวี และนักวิทยาศาสตร์หลายคนก็ยกเครดิตให้กับการเดินไกลๆ ว่าเป็นแหล่งกำเนิดไอเดียที่ดีที่สุดของพวกเขา ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) เดินบนเส้นทางเดิมที่บ้านดาวน์เฮาส์ทุกๆ บ่าย, บีโธเฟน (Beethoven) เดินทอดน่องไปตามกรุงเวียนนานานนับชั่วโมง รูปแบบพฤติกรรมที่สอดคล้องกันนี้ชัดเจนพอที่จะเป็นบทเรียนให้เราได้ว่าควรเดินบ้าง
ทีนี้ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว หลังจากอ่านบทความนี้จบ ถ้าไม่ได้มีงานหรือธุระอะไรค้างคา ก็ลองวางคว่ำโทรศัพท์ หรือเก็บใส่กระเป๋า แล้วเดินไปทำอะไรสักอย่างแบบเงียบๆ ดูไหม จากห้านาที เป็นครึ่งชั่วโมง หรือสามชั่วโมงในวันหยุดแบบไม่ต้องกังวลว่าใครจะติดต่อมา จากนั้นหาวันเดินเล่นยาว ในสัปดาห์หน้าดู แบบไม่ต้องคิดอะไร
รอให้สมองแสนวิเศษของเราเสกสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาดุจเวทย์มนตร์จากผืนผ้าใบแห่งความน่าเบื่อ คำตอบของการตลาดธุรกิจคุณ การแก้ปัญหาเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งปมปัญหาความสัมพันธ์ อาจเริ่มถูกคลี่คลายได้ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมเบื่อๆ ในจิตใจ