ช่วงใกล้เลือกตั้ง มักเป็นเวลาที่กระแสการเมืองเข้มข้นมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นฝั่งซ้ายอย่างเสรีนิยมหรือฝั่งขวาอย่างอนุรักษ์นิยม ต่างก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปตามรสนิยม และความต้องการทางการเมืองของแต่ละคน ซึ่งหลายคนคงตั้งข้อสังเกตว่า เด็กวัยรุ่นอายุไม่เยอะมักจะอยู่ฝั่งเสรีนิยม สนใจแต่เรื่องความเปลี่ยนแปลง ส่วนคนมีอายุมักจะอยู่ฝั่งอนุรักษ์นิยม สนใจปกป้องความปลอดภัยที่มีให้ดีงามดั่งเดิม จนอาจมีคนที่ตัดสินรสนิยมผู้อื่นอย่างรวดเร็วจากอายุ แม้จะไม่รู้ว่าที่ตัดสินไปเป็นความจริงหรือไม่
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ประเทศสิงคโปร์ มีโครงการวิจัยชื่อ Generation Thailand: How Generational Contestation Frames Thai Politics พูดถึงเรื่องการเมืองกับการรับรู้ในแต่ละช่วงวัย ซึ่งงานวิจัยนี้กำลังดำเนินการอยู่โดย ดันแคน แม็กคาร์โก (Duncan McCargo) และมีผู้ช่วยสองคนคือนักวิจัยชาวสิงคโปร์ ลี่ ซินหรู (Li Xinruo) และนักวิจัยชาวไทย ชญตา ศรีพาณิชย์ ที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกัน

งานวิจัยนี้ชี้ว่าการเมืองไทยในปัจจุบันถูกกำหนดด้วยเจนเนอเรชั่นมากกว่าเรื่องชนชั้นหรือภูมิภาคแบบในอดีต เห็นได้ชัดเจนที่สุดจากการประท้วงในปี 2020 ที่คนในทุกภูมิภาคและทุกฐานะ แสดงจุดยืนทางการเมืองไปในทิศทางเดียวกันในช่วงนั้น งานวิจัยนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ยืนยันว่าในขั้วการเมืองในประเทศไทยนั้น สามารถเห็นกลุ่มอายุที่แตกต่างกันชัดเจนจริงๆ
คำถามสำคัญคือ รสนิยมทางการเมืองจะค่อนไปทางอนุรักษ์นิยมมากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้นหรือเปล่า? คำถามนี้แท้จริงมีมาเนิ่นนาน และมีนักวิจัยหลายคนให้ความสำคัญจนหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อการศึกษาอยู่บ่อยครั้ง เพราะฉะนั้นติดตามคำตอบได้ภายในบทความนี้เลยครับ
อนุรักษ์นิยมมากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้นจริงไหม?
สำหรับคนที่คิดว่า ยิ่งอายุเยอะขึ้น ยิ่งมีโอกาสเป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้น มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าจริงส่วนหนึ่ง งานวิจัยที่ชื่อว่า Do People Really Become More Conservative as They Age? ให้ข้อมูลว่าจากการเก็บข้อมูลระยะยาวหลายสิบปี พบประเด็นที่น่าสนใจว่า ในกลุ่มคนที่มีโอกาสเปลี่ยนขั้วความคิดทางการเมืองนั้น มีกลุ่มที่เปลี่ยนจากเสรีนิยมไปเป็นอนุรักษ์นิยม มากกว่าอนุรักษ์นิยมไปเป็นเสรีนิยม ถึง 3 เท่า ด้วยสาเหตุหลักที่มาจากการสร้างเนื้อสร้างตัว มีทรัพย์สิน และมีครอบครัวเมื่อโตขึ้น ทำให้ชีวิตต้องการความมั่นคง และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง
แต่ก็มีข้อโต้แย้งสำหรับข้อมูลที่เล่ามา เพราะ Financial Times ระบุข้อมูลว่า จากการเก็บรวบรวมสถิติการเลือกตั้งในสหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ทิศทางความคิดเห็นทางการเมืองของคนตั้งแต่รุ่น Gen X ขึ้นไป มีแนวโน้มไปในทางอนุรักษ์นิยมสูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้นจริง แต่สำหรับคน Gen Y ที่เกิดตั้งแต่ปี 1981-1996 (อายุ 30-45 ปี) กลับมีแนวโน้มไปในทางเสรีนิยมมากขึ้นแทน ต่างจากในอดีต อายุจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ส่งผลกับรสนิยมทางการเมือง

มีงานวิจัยที่ทำกันมายาวนาน และเป็นจำนวนมาก ที่ลองหาคำตอบว่ายิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งมีแนวโน้มเป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้นจริงไหม แล้วพบกับความจริงที่ว่า คนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่ค่อนข้าง ‘เสถียร’ หมายความว่า ตอนหนุ่มสาวมีความคิดเห็นทางการเมืองแบบไหน เมื่ออายุมากขึ้นไปมักจะมีความคิดเห็นแบบเดิม
อย่างข้อมูลจากงานวิจัย Evidence of the Long-Term Persistence of Adults’ Political Predispositions ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1999 ระบุว่ามีการเก็บข้อมูลของคนเดิมซ้ำๆ ในสหรัฐอเมริกายาวนาน 37 ปี ตั้งแต่ปี 1940-1977 กับการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง 1,200 คนพบว่ามีสัมประสิทธิ์ความเสถียรสูงถึง 0.8 จากคะแนนเต็ม 1.0 หมายความว่าความคิดเห็นอาจเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้มีการข้ามขั้วจากซ้ายไปขวาอย่างชัดเจน
สรุปได้ว่า เมื่ออายุมากขึ้น คนส่วนใหญ่มักมีความคิดเห็นทางการเมืองอยู่ในขั้วเดิม แต่ก็มีบางส่วนที่ความคิดเห็นทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไป โดยเปลี่ยนแปลงจากเสรีนิยมไปเป็นอนุรักษ์นิยมบ่อยกว่าเปลี่ยนแปลงจากอนุรักษ์นิยมไปเป็นเสรีนิยม แต่จากข้อสรุปนี้ก็ยังไม่ได้แสดงภาพให้เห็นว่า ปัจจัยอะไรที่ทำให้เราเห็นคนที่มีความคิดเห็นอยู่ฝั่งอนุรักษ์นิยมมักเป็นคนมีอายุเยอะ มากกว่าคนที่อายุน้อย
ปัจจัยที่ทำให้คนมีอายุ อยู่ในฝั่งอนุรักษ์นิยม
เมื่อรู้แล้วว่า อายุของคนไม่ใช่ปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องกับความคิดเห็นทางการเมือง อยากให้ลองปรับมุมมองดูใหม่ว่า ปัจจัยหลักอาจจะมาจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เพราะสังคมโลกโดยรวมเคลื่อนตัวสู่ความเป็นเสรีนิยมมากขึ้น ทำให้คนที่มีความเชื่อทางการเมืองฝ่ายซ้ายในวัยหนุ่มสาว อาจตามไม่ทัน และกลายเป็นฝั่งขวาจัดในตอนที่อายุมากขึ้น แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ที่ยึดถืออยู่เลย กลายเป็นว่าซ้ายเก่านั้นอยู่ฝั่งขวาเมื่อเทียบกับการเมืองแบบซ้ายใหม่
จากการศึกษาในสหรัฐอเมริกา เปรียบเทียบซ้ายเก่ากับซ้ายใหม่ไว้ว่า ซ้ายเก่าจะมุ่งหน้าผลักดันเรื่องลดช่องว่างระหว่างชนชั้นและความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ หรือเรียกได้ว่ามีการผลักดันเรื่องปากท้องเป็นหลัก ส่วนซ้ายใหม่นั้นเปลี่ยนจากเรื่องปากท้องไปสู่เรื่องสิทธิความเท่าเทียม เช่น สิทธิสตรี สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ และกระตุ้นการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม ทำให้ความคิดเห็นของทั้งสองกลุ่มไม่ตรงกันเสียทีเดียว

คนมีอายุในยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่เชื่อแนวทางซ้ายเก่า มักเป็นอนุรักษ์นิยมทางวัฒนธรรม แต่เสรีนิยมทางเศรษฐกิจ เพราะแนวคิดดั้งเดิมของพวกเขาเกิดจากการผลักดันปัญหาเรื่องปากท้อง แต่เมื่อพรรคฝ่ายซ้ายหันไปผลักดันในเรื่องอื่นที่พวกเขาไม่อิน อย่างเรื่องอัตลักษณ์และสิทธิ ถือเป็นการให้สำคัญคนละจุด จนคนที่อยู่ฝั่งซ้ายเก่าอาจรู้สึกถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จนเกิดการต่อต้าน แล้วหันไปสนับสนุนพรรคฝ่ายขวาแทน ซึ่งสาเหตุอาจไม่ได้มาจากอุดมการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เป็นความน้อยใจที่ถูกทอดทิ้ง
การเมืองประเทศไทย
จากที่เล่านมาส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยอ้างอิงจากความคิดเห็นทางการเมืองของคนที่อยู่ในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก เป็นเพราะบริบทการเมืองในประเทศไทยนั้นไม่มีการเก็บข้อมูลเพื่อทำวิจัยระยะยาว จากการติดตามกลุ่มทดลองเดิมซ้ำๆ นาน 20-30 ปีเพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงความคิดหรือไม่ ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำได้ยากเพราะการเมืองในประเทศไทยตัวแปรไม่นิ่ง เนื่องจากมีการหยุดชะงักบ่อยครั้ง
รศ. ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยให้สัมภาษณ์ไว้กับ The101World ว่า คนที่อยู่ในช่วงวัยคนละรุ่นกัน ต้องพบเจอกับสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน อย่างรุ่น Baby Boomer ที่เติบโตมาในช่วงสงครามเย็น มีแนวโน้มจะเชื่อว่าระบอบเผด็จการมีประสิทธิภาพในการพัฒนาประเทศ กลุ่มคน Gen X ที่เติบโตมาในช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบก็อาจมีความเชื่อว่าระบอบที่ผู้นำไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ยังทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ กลุ่มคน Gen Y ที่เติบโตผ่านช่วงการเมืองเสื้อเหลือง-เสื้อแดง ก็ได้เจอกับประชาธิปไตยเต็มใบที่มีการแสดงความคิดเห็นสุดโต่งกันได้อย่างค่อนข้างอิสระ และกลุ่มคน Gen Z ที่เติบโตมาในช่วงเผด็จการรัฐประหารปี พ.ศ. 2557 ได้พบเจอความไร้ประสิทธิภาพในการบริหาร
ในความรับรู้ของพวกเขาจึงโหยหาประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เมื่อประกอบกับการที่สังคมโลกเคลื่อนตัวสู่ความเป็นเสรีนิยมมากขึ้น ทิ้งคนยุคเก่าที่ตามไม่ทันไว้ข้างหลัง จนพวกเขากลายเป็นอนุรักษ์นิยมโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้เรามักเห็นคนที่อยู่ฝั่งอนุรักษ์นิยมเป็นคนที่มีอายุมาก สอดคล้องกับข้อมูลในประเทศอื่นๆ
ท้ายที่สุด ประชาธิปไตยนั้นคือพื้นที่ของความแตกต่าง แม้ว่าใครจะเชื่อในการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมหรือแบบเสรีนิยม ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะนิยามตัวเองโดยไม่ต้องยึดโยงกับอายุ ภูมิภาค หรือชนชั้น และความเชื่อทางการเมืองของทุกคนจะมีความหมายที่สุด ในวันที่ทุกคนมีโอกาสออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หรือเลือกตั้งล่วงหน้า 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 และอย่าลืมลงประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เพื่อกำหนดทิศทางสังคมไทยไปในแบบที่คุณเชื่อ
อ้างอิงจาก