เมื่อช่วงเวลาของวันคริสต์มาสใกล้เข้ามาทีไร เรามักเห็นไฟประดับประดา รวมถึงของตกแต่งหลากสีสันมากมาย เพื่อต้อนรับเทศกาลที่ทำให้ผู้คนมีความสุขก่อนหมดปี โดยของตกแต่งชิ้นสำคัญที่เหมือนกับเป็นสัญลักษณ์ประจำเทศกาลนี้คือ ‘ต้นคริสต์มาส’ ต้นสนที่ห้อยเครื่องประดับแวววาวรอบต้น และมีดาวประดับตั้งอยู่ที่ยอด ซึ่งดาวประดับนั้นถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับตำนานการประสูติของพระเยซู ในศาสนาคริสต์
ในตำนานกล่าวถึงดวงดาวประดับนี้ในชื่อ Star of Bethlehem หรือดวงดาวแห่งเมืองเบธเลเฮม ซึ่งเป็นเมืองที่ 3 นักปราชญ์ เดินทางมาพบกับพระแม่มารีย์และพระเยซูที่เพิ่งถือกำเนิด หลังจากที่นักปราชญ์เดินตามดาวดวงใหญ่สว่างไสว ซึ่งเกิดขี้นใหม่บนท้องฟ้าฝั่งทิศตะวันออก และเมื่อเดินตามมาเรื่อยๆ จนดาวหยุดนิ่ง อยู่ที่ตำแหน่งเหนือสถานที่ประสูติของพระเยซู
เหตุการณ์ที่ว่าปรากฏอยู่ใยคัมภีร์ไบเบิลแค่เพียงไม่กี่บรรทัด แต่ทำให้ผู้คนเกิดความสงสัยจนต้องคาดเดากันไปต่างๆ นานาว่า มันมีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ใดที่เกิดขึ้นในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1 หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียง ที่ทำให้เกิดเรื่องราวตามที่ระบุไว้ในคัมภีร์

ทฤษฎีหนึ่งที่เก่าแก่และได้รับความนิยมมากอย่างหนึ่ง บอกไว้ว่าดาวแห่งเมืองเบธเลเฮมเป็น ‘ดาวหาง’ เพราะมันเป็นดาวที่มีการเคลื่อนที่ และมีความสวยงามสังเกตได้ง่าย ซึ่งคนในยุคโบราณก็มักตีความว่า ดาวหางเป็นสัญญาณสำหรับเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง แต่เพราะการเป็นสื่อสัญลักษณ์ของมัน ก็ทำให้ทฤษฎีดาวหางถูกตีตกด้วย เมื่อในยุคโบราณ ดาวหางเป็นสัญลักษณ์ของลางร้าย หรือหายนะ เช่น ในประวัติศาสตร์ชาวยิวที่เขียนโดยโจเซฟุส มีการกล่าวถึงดาวหางที่พาดผ่านกรุงเยรูซาเลม ก่อนที่เมืองจะถูกทำลายในสงครามยิว จึงไม่สมเหตุสมผลที่นักปราชญ์จะเดินทางตามดาวตกอันชั่วร้ายนี้ไปยังเมืองเบธเลเฮม
ประกอบกับช่วงเวลาการเกิดดาวตกที่นักประวัติศาสตร์ย้อนศึกษา เหตุการณ์ที่ใกล้เคียงถูกบันทึกที่ประเทศจีนว่ามีการปรากฏของดาวไม้กวาด (Broom Star) ซึ่งนักวิชาการตีความว่าเป็นดาวหาง แต่บันทึกการค้นพบดาวหางนั้นเกิดขึ้น 5 ปีก่อนคริสตกาล และยังมีดาวหางฮัลเลย์ที่ปรากฏในช่วง 12 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งไม่ใช่ช่วงเวลาที่พระเยซูประสูติ

อีกทฤษฎีก็เสนอว่า ดาวแห่งเมืองเบธเลเฮมอาจเป็นซูเปอร์โนวา หรือการระเบิดจบชีวิตของดาวฤกษ์ ซึ่งมันจะส่งแสงส่องสว่างอย่างมหาศาลออกมาได้ยาวนานหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือนได้ ทำให้มันเป็นปรากฏการณ์ที่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และยังตรงกับเนื้อหาในคัมภีร์มากกว่าในแง่ของระยะเวลาที่มองเห็นมัน เพราะดาวหางนั้นจะเห็นได้ในช่วงเวลาสั้นๆ แล้วหายไป ต่างกับซูเปอร์โนวาที่มีขนาดใหญ่จนเรามองเห็นได้จากบนโลก แถมยังส่องสว่างได้ยาวนานพอให้นักปราชญ์เดินตามได้
แต่ทฤษฎีนี้ก็ถูกโต้แย้งอีกเช่นกันในเรื่องของช่วงเวลา เพราะการศึกษาซูเปอร์โนวาในอดีตไม่จำเป็นต้องดูจากบันทึกเท่านั้น แต่นักดาราศาสตร์ยังสามารถสังเกตเห็นซากจากการระเบิดของดาวฤกษ์โบราณได้ด้วย จากการประมาณค่าความสว่างสูงสุด แต่กล้องโทรทรรศน์ที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นยังส่องไม่เคยเจอหลักฐานของการเกิดซูเปอร์โนวาที่สว่างจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในช่วงเวลาที่พระเยซูประสูติ ที่ใกล้เคียงนั้นเกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 185 ซึ่งถูกบันทึกไว้โดยนักดาราศาสตร์ชาวจีน
อีกทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากกว่าดาวหางหรือซูเปอร์โนวา เรียกเหตุการณ์นี้ได้ว่า ‘Great Conjunction’ คล้ายกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2020 ที่ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์โคจรมาในตำแหน่งใกล้กันมากที่สุดเมื่อมองจากโลก แม้ว่าปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นทุกๆ 20 ปี แต่เมื่อ 21 ธันวาคม 2020 ดาวพฤหัสบดีห่างจากดาวเสาร์เพียงแค่ 0.1 องศาเท่านั้น เทียบได้กับความหนาของเหรียญ 1 บาทที่เห็นได้เมื่อถือด้วยมือข้างที่เหยียดแขนจนสุด ทำให้เห็นเหมือนเป็นดาวดวงเดียวที่สว่างจ้า และตำแหน่งที่ใกล้ชิดกันจนเห็นได้ชัดขนาดนี้ที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดก่อนปี 2020 นั้นย้อนไปได้ถึงปี 1226 ประมาณช่วงสมัยสุโขทัยตอนต้น หรือประมาณ 800 ปีก่อนหน้า

ปัจจุบันนี้มีซอฟต์แวร์ดูดาวที่สามารถทำนายล่วงหน้า หรือย้อนกลับไปดูปรากฏการณ์ Conjunction หรือการที่ดาวมีตำแหน่งซ้อนกันเช่นนี้ได้ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือในปีที่ใกล้กับช่วงเวลาประสูติของพระเยซู ประมาณ 7 ปีก่อนคริสตกาล ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ไม่ได้เจอกันแค่ครั้งเดียว แต่มีการโคจรเฉียดกันถึง 3 ครั้งภายในปีเดียว เรียกกันว่า Triple Conjunction โดยเป็นการโคจรเฉียดกันใกล้กับกลุ่มดาวปลา (Pisces) ที่เป็นดาวประจำราศีมีน โดยมีการโคจรเฉียดกันในเดือนพฤษภาคม กันยายน และธันวาคมในปีนั้น ซึ่งมีการตีความว่า ดาวพฤหัสบดีสื่อถึงราชา ดาวเสาร์สื่อถึงชาวยิว และกลุ่มดาวปลาสื่อถึงดินแดนอิสราเอลซึ่งเป็นพื้นที่ของชาวยิว จึงมีการตีความได้ว่า ‘กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวยิว ได้ถือกำเนิดในดินแดนอิสราเอลแล้ว’
จากเหตุผลที่เล่ามา นักวิชาหลายคนจึงเชื่อว่าดาวแห่งเมืองเบธเลเฮมอาจเป็นปรากฏการณ์ Triple Conjunction ที่เหล่านักปราชญ์สังเกตเห็นได้ และน่าจะให้ความหมายบางอย่างแก่มัน และกระตุ้นให้พวกเขาออกเดินทางตามดวงดาวพวกนั้นมาจนถึงเมืองเบธเลเฮม ซึ่งความสว่างไสวจากเหตุการณ์นี้อาจจะไม่ได้มากมายเมื่อเทียบกับซูเปอร์โนวา จึงอธิบายได้ด้วยว่าทำไมมีเพียงเหล่านักปราชญ์ที่สนใจดวงดาวที่ว่า ในขณะที่คนอื่นๆ กลับไม่เคยสังเกตเห็นมัน
แม้จะดูเหมือนได้ข้อสรุปว่าดาวแห่งเมืองเบธเลเฮมนั้นน่าจะตรงกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ใด แต่ที่จริงแล้วเราจะพบได้ว่า ทุกปรากฏการณ์ที่เล่ามานั้นไม่ได้ตรงกับเรื่องราวในคัมภีร์เสียทีเดียว อย่างน้อยการที่ดวงดาวเคลื่อนที่เรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ในตำแหน่งเหนือสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งก็ไม่ตรงกับพฤติกรรมของดาวที่เรารู้จักในวันนี้เลย นักวิชาการจำนวนมากจึงคิดว่ามันเป็นเพียงกลวิธีทางวรรณกรรม ที่สร้างสัญญะบางอย่างเพื่ออธิบายความพิเศษในการประสูติของพระเยซู ซึ่งยิ่งใหญ่ในระดับจักรวาล ราวกับสวรรค์กำลังป่าวร้องยินดีให้กับการถือกำเนิดของศาสดาองค์นี้
ทั้งหมดนี้ นอกจากจะทำให้เรารับรู้ที่มาและความเชื่อมโยงระหว่างดาวประดับเหนือต้นคริสต์มาสกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์บนฟากฟ้าแล้ว ยังทำให้ได้รู้ด้วยว่านักวิทยาศาสตร์ที่จ้องมองหมู่ดาว ไม่ได้ส่องมองได้เพียงความสวยงามในปัจจุบันของมัน แต่ยังสามารถย้อนอดีตมองวันวานของจักรวาลและโลกใบนี้ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อหาหลักฐานมาอธิบายเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างสมเหตุสมผลมากขึ้นต่อไป
อ้างอิงจาก