เรื่องผีในกองถ่าย

กลัวผีมั้ยคะ? หมายถึงคุณที่กำลังอ่านอยู่เนี่ย, กลัวผีมั้ยคะ?

คำถามที่ฉันโดนถามบ่อยที่สุดในชีวิต ไม่ใช่เรื่องเข้าวงการมาได้ยังไง หรืออยากเล่นบทไหนบ้าง ที่บ่อยสุดคือ, เคยเจอเรื่องลึกลับในกองถ่ายมั้ย? ก็น่าให้เขาถาม กูนี่เล่นหนังผีจนจะกลายเป็นเจ้าแม่ให้คนมาไหว้เสียเองแล้ว

ฉันจะบอกยังไงดี อะ ย้อนมาทำความเข้าใจบุคลิกและนิสัยฉันกันก่อนแล้วกัน

 

ฉันเป็นคนเบลอๆ และกลัวแม่มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย แม่ฉันเคยเล่าเรื่องสมัยแม่เด็กๆ นอนบนพื้นกระดานที่บ้านต่างจังหวัด แล้วมองลงไปเห็นคนที่แม่เพิ่งไปงานศพของเขาเมื่อหัวค่ำยืดตัวปรื๊ดดดด จากพื้นใต้ถุนเอาหน้ามาชิดหน้าแม่ที่แนบร่องกระดานได้ พอเล่าเสร็จ แม่ก็สั่งว่า “ห้ามกลัวนะ เพราะผีไม่มีจริง” มะ แม่คะ ตกลงยังไงเนี่ย?

คุณเข้าใจความเป็นเด็กของฉันไหม? คือจะให้ไม่เชื่อเรื่องที่แม่เล่า ก็จะมานั่งคิดว่า เฮ้ย ถ้าไม่จริง แม่เค้าไม่เอามาเล่าหรอก สิ่งที่แม่บอกคือจริงสิเหมือนทุกเรื่องที่แม่สอน แต่ถ้าจะให้เชื่อเรื่องที่แม่เล่า ก็ดันไปค้านกับประโยคทิ้งท้ายของแม่ไปอีก ว่าผีไม่มีจริง ตกลงเราเป็นอะไรกันนนนนนนนนนน

แต่ในฐานะพี่คนโต ฉันก็ต้องทำแกร่งไว้ก่อน เพราะหันไปเจอน้องชายหน้าซีดเหงื่อแตกพลั่กเพราะกลัวผีที่แม่เล่านั่งอยู่ข้างๆ แต่รู้ดีว่าต่อให้น้องกลัวผียังไงมันก็ไม่กล้าปริปาก เพราะระหว่างเสี่ยงกับการได้เจอผีที่ชีวิตนี้ไม่เคยเจอมาก่อน กับเจอแม่ปรี๊ดใส่ มันขอไปวัดใจกับผีดีกว่า

นี่, ฉันโตมาแบบนี้

 

ไปกองถ่ายกับพ่อก็มีคนจับกลุ่มเล่าเรื่องผี บางทีพี่ไฟ น้าไฟ บุกรกบุกป่าเข้าไปจัดไฟก่อนทีมงานอื่นๆ ก็มีหน้าตื่นออกมากระซิบกระซาบสู่กัน

 

ที่ต้องกระซิบเพราะในกองถือกันนัก ว่าไปเจออะไรแปลกๆ อย่าได้ทำตกตื่นใจ เห็นใครแปลกหน้าไม่คุ้นมาด้อมดู ก็ให้คิดส่งๆไปก่อนว่าเป็นทีมงาน คนในกองสอนฉันตั้งแต่ยังไม่เข้าวงการว่าเห็นอะไรก็อย่าไปทัก ผิดปกติยังไงถ้าไม่ถึงตายก็ไม่ต้องเอ๊ะต้องอ๊ะออกมา เพราะเราไปบุกป่าฝ่าดง เข้าไปทำงานกันตามวัดโบราณบ้าง บ้านร้างบ้าง ถนนเปลี่ยวข้างทางบ้าง เดี๋ยวลมเพลมพัดใครปล่อยของมาตามลมจะเข้าตัวเสียเปล่า แต่ฉันว่าที่ไม่อยากให้ทักเพราะมันเป็นเรื่องขวัญและกำลังใจของคนกองด้วยกัน

เพราะกองถ่ายกองหนึ่งนั้นก็รวมเอาคนไว้ทุกประเภท ทั้งสายเบลออย่างฉันที่ค่าสายตาก็ห่วยแตกเสียจนเห็นต้นกล้วยเป็นคน เห็นคนเป็นเครื่องปั่นไฟได้ แถมไม่ค่อยใส่ใจกับอะไรรอบๆ ไปทำงานก็ไปทำ พักก็นอน หรือสายจิ้น ที่แค่คนเขาทำเสียงลึกลับหน่อย ก็พาลให้ฝันร้ายจนต้องเปิดไฟนอนทุกคืน

ขืนมีคนมาเล่ากันดังๆ กลางกองถ่าย เป็นได้มีคนล้มลงขาดใจตาย ไร้สมาธิทำงานกันบ้างล่ะ

 

แล้วปกติถ้ากองถ่ายต้องออกไปทำงานกันต่างจังหวัดแล้วก็ต้องมีการพักค้างอ้างแรม ก็ต้องหาโรงแรมละแวกนั้นเพื่อเป็นจุดพักผ่อน

ฉันนั้นเจอมาแล้วทุกแบบ ตั้งแต่โรงแรมจิ้งหรีดรูดม่าน ที่ทุ่มทุนไปกับกระจกเงารอบห้องมากกว่าระบบน้ำอุ่น (แต่เตียงแข็งมากนะคะ ควรปรับปรุง ใครกำลังอยู่ในอารมณ์โรมานซ์มาทิ้งตัวนอนบนเตียงได้มีโขกโป๊กจนหมดอารมณ์กันบ้าง)  หรือโรงแรมหรูหราที่สุด เพราะทั้งจังหวัดมันมีอยู่โรงแรมเดียว ถ้าไม่เปิดให้นอนก็ต้องปล่อยทุกคนกลับบ้านและเสียค่ารถค่าน้ำมันให้เป็นการสิ้นเปลืองเปล่าประโยชน์

โรงแรมแต่ละโรงแรมนั้นก็จะมีชื่อเสียงเฉพาะตัว ไล่ตั้งแต่ลานจอดรถไปยันผ้าเช็ดตัวในห้องน้ำ แต่เรื่องน่ากังวลที่สุดของเหล่าทีมงานที่ต้องไปเข้าพักนั้นแน่นอนว่าไม่ได้อาทรเรื่องรูมเซอร์วิสเท่ากับเรื่องผี

 

ช่วงแรกๆ ที่พี่ป๋อง กพลจัดรายการเดอะ ช็อกนั้น ต้องถือว่าเป็นผู้มีคุณูปการต่อวงการกองถ่าย เพราะหลายครั้งที่โปรดิวเซอร์หรือธุรกิจกอง ต้องสายตรงไปถามพี่ป๋องว่า กำลังจะเปิดโรงแรมนี้ให้ทีมงาน/นักแสดงเข้าพัก พี่ช่วยบอกมาหน่อยได้มั้ยคะ ว่าชั้นต้องห้ามหรือห้องต้องสาปมันอยู่ชั้นไหน ห้องอะไรกันบ้าง ถ้าไม่มีเลยเป็นโรงแรมใหม่กริ๊บ ชนิดพนักงานยังจำไม่ได้ว่าห้องไหนอยู่ตรงไหนก็จะดีมาก แต่ถ้าเป็นโรงแรมกร้านโลกพี่ป๋องก็จะมีคำแนะนำแนบท้ายมา ว่าชั้นนั้นไม่ควร หรือห้องนี้พิเศษผีสามตัวใส่ไข่ น้องข้ามไปเลยดีกว่า

 

แต่ถ้าเอาตามหลักของฉันคือ โลกนี้มีคนอยู่มาก่อนหน้าเราเป็นร้อยเป็นพันๆ ปี ดังนั้นที่ตรงไหนมันก็ต้องเคยมีคนตายมาก่อนทั้งนั้นล่ะวะ พอคิดแบบนี้เสียแล้ว โรงแรมไหนก็ไม่ต่างกัน

 

ส่วนใหญ่ทีมงานที่ต้องไปพักต่างจังหวัดมักจะนอนรวมกัน ถ้าเขาให้นอนสองคนก็สองคน แต่ที่ไหนให้เตียงเสริมก็อัดเข้าไปจนเต็มภิกขา เรียกว่าจะตื่นมาใช้ห้องน้ำกันนี่ต้องยื่นบัตรคิวเป็นอลหม่าน ไม่ใช่ว่ารักใคร่ดูดดื่มอะไรกันหรอก แต่มันเป็นการประหยัดงบสไตล์กองถ่าย ถ้าเอาคน 6 คนอัดเข้าไปได้ในห้องเดียว กับเลือกเปิด 3 ห้องให้นอนห้องละ 2 คน ส่วนใหญ่คนถือเงินก็เลือกข้อแรกกันทั้งนั้น

แต่ฉันมันเป็นดาราไง นอกจากเรื่องได้กินไข่เจียวในกองถ่ายแล้วก็มีเรื่องห้องพักนี่แหละ ที่เลือกได้มากกว่าคนอื่น เปล่า, ไม่ได้เลือกจะนอนโรงแรมห้าดาว หรือบูทีคโฮเตลแอนด์สปา แต่จะเอาฉันไปนอนที่ไหนก็ได้ ขอแค่ให้ฉันนอนคนเดียวเป็นอันจบ

เออ ทำไมก็ไม่รู้ แต่ฉันไม่เคยนึกกลัวเลย คนชอบมาถามหาเคล็ดลับความแกร่ง ว่าพี่ทำยังไงถึงนอนคนเดียวได้ทุกครั้ง ซื้อที่ข้างเตียงหรือสวดมนต์บทไหน จงบอกเคล็ดลับต่อไปให้เป็นวิทยาทานทีเถิด

 

ฉันก็ไม่กล้าบอกเขาไปว่าฉันกลัวแม่ที่สุดในโลก ผีสางอะไรก็ไม่อาจสู้แม่ พอแม่ฉันสั่งมาว่าให้นอนไปคนเดียวเพราะฉันเข้ากับใครเขาไม่ได้ ไหนหล่อนจะอ่านหนังสือก่อนนอน ไหนหล่อนจะลุกเข้าห้องน้ำบ่อย เกรงใจคนที่ต้องมาแชร์ห้อง ถ้ากองถ่ายอิดออดอึกอัก ก็ขอจ่ายแทนครึ่งหนึ่งแทนคนที่ควรจะมานอนด้วยไปเสียให้จบ แล้วฉันก็ต้องพึ่งตัวเองในเวลาปลุกเวลานอน อย่าได้ไปเดือดร้อนเป็นธุระของใคร แล้วอย่ามาบอกแม่ว่านอนคนเดียวไม่ได้ กลัวอะไรเลอะเทอะ! เอออออออ ก็ด้ายยยยยยย

ฉันก็เลยต้องเจอเรื่องประเภท โทรทัศน์เปิดเองยามวิกาลบ้าง (เลือกช่องผีให้กูด้วยจ้า) ตื่นมาตัวแข็ง แต่มีเงาคนนอนอยู่เตียงข้างๆ บ้าง น้ำในห้องน้ำเปิดเองบ้าง สารพัดจะเจอจนวันหนึ่งฉันก็ชินไปเอง โรงแรมไหนห้องไหนใครว่าเฮี้ยน ฉันเป็นหลับใส่ไปหมดเพราะเลือกแล้วว่ากลัวแม่ด่ามากกว่ากลัวผี ก่อนนอนก็บอก (ในใจ) เสียหน่อยว่า “เธอๆ ไม่ว่าเธอจะเป็นใครก็ตาม เรามานอนชั่วคราวอะเธอ เดี๋ยวอีกวันสองวันก็กลับละ ขอเรานอนนะ เพราะถ้านอนไม่หลับผิวเราจะแห้ง ช่างแต่งหน้าจะด่า แล้วงานก็จะไม่เสร็จ กลายเป็นเราต้องมานอนทับที่เธอนานกว่าเดิม เธอปล่อยให้เรานอนๆ ไปเหอะเนอะ”

ก็บอกไปแบบนี้ทุกที รอดบ้างไม่รอดบ้างก็อดทนกันไป เพราะเพียงครั้งเดียวที่มีคนมาแชร์ห้องกับฉัน ด้วยความที่งานมีตอนค่ำ แต่มาถึงกันตั้งแต่เช้า ผู้จัดเลยเปิดห้องให้ได้พักผ่อนล้างเนื้อล้างตัวกัน

ฉันนอนอ่านหนังสือ หันไปเห็นผู้ติดตามหลับอยู่ก็ไม่ได้สนใจอะไร จนผ่านไปร่วมชั่วโมง เธอคนนั้นก็เด้งตัวแล้ววิ่งตื๋อไปเข้าห้องน้ำ ร้องไห้โฮๆ จนสาแก่ใจ ค่อยมาสะอึกสะอื้นบอกฉันว่าเธอไม่ได้หลับ แต่หันมาเห็นใครก็ไม่รู้นั่งอยู่ตรงที่ฉัน เนื้อตัวเสื้อผ้าเหมือนฉันก็จริง แต่หน้าไพล่เป็นอะไรที่ออกจะอมนุษย์ แถมจะกระดิกตัวหรือแหกปากกรี๊ดออกมาก็ไม่ได้

พอชื่อเสียงด้านนี้กระจายออกไป ต่อให้ฉันอยากมีรูมเมทแค่ไหนก็ไม่มีใครแคร์ โถ เจ้าอินทิราผู้น่าสงสาร

 

หมดเรื่องนอนก็ไปถึงหน้ากอง

ไอ้ที่ไปทำงานแล้วเจอผีหน้ากองก็มีกันอยู่เรื่อยๆ แต่บางทีผีกองถ่ายก็ค่อนข้างน่าสงสาร เพราะออกมาหลอกทั้งทีก็ไม่ค่อยประสบผล เพราะคนเขายุ่งกันอยู่ ยิ่งมาดึกดื่นเท่าไหร่ เปอร์เซ็นต์ที่จะถูกเมินเฉยก็ยิ่งมากขึ้นเพราะทีมงานนั้นง่วงแทบจะล้มพับ เวลาก็กระชั้นเข้ามาทุกนาที ขืนเสียเวลากลัวผีมานั่งปลอบขวัญคนทำงานโอ้โลมปฏิโลมกันสักครึ่งชั่วโมง เป็นเลยชั่วโมงทำงานจนต้องจ่ายค่าล่วงเวลา ผีนี่จะโดนสาปแช่งจากโปรดิวเซอร์กองชนิดไม่ได้ผุดได้เกิด ฐานที่ทำเสียทรัพย์โดยใช่เหตุ

ที่ตลกก็คือมักจะบันทึกภาพเงาดำหรือบุคคลไร้ที่มากันได้อย่างแปลกประหลาด ตั้งแต่สมัยคุณอาเปี๊ยกโปสเตอร์ทำหนังกลิ่นสีและกาวแป้ง ที่ถ่ายฉากงานเลี้ยงนักศึกษา แต่มีคุณลุงอายุเกินครึ่งร้อยมาเต้นยึกยักแถมยิ้มแฉ่งอยู่ในเฟรมด้วย

แต่ด้วยความที่ภาพยนตร์สมัยนั้นบันทึกด้วยฟิล์ม จะเช็กภาพก่อนก็ไม่ได้ จนเอาไปล้างและพรินต์เรียบร้อยถึงค่อยมาถามกันว่านั่นใครวะ? แก่เกินวัยนักศึกษาตามรายละเอียดในฉากไปโข

มองซ้ายมองขวากันไปมา ก็คุ้นเค้าหน้าเต็มที จนสรุปได้ความว่าคุณลุงนั้น หน้าออกไปในทางเดียวกับหัวกะโหลกในชั่วโมงวาดเขียนอนาโตมีที่หยิบเอาแต่กะโหลกลุ่นๆ มาใส่กระเป๋าเข้าฉากอยู่ไม่น้อย

อืมมมม ก็ใช้งานคุณลุงเขาอะนะ แกก็คงอยากมีตัวตนบ้างเป็นธรรมดา

ดังนั้นการเห็นอะไรวูบวาบเป็นเงา มวลอากาศแปลกๆ เสียงไร้ที่มา หรืออะไรอื่นๆ ฉันและทีมงานกองถ่ายก็จะพร้อมใจกันคิดไปว่าทีมไฟบ้างล่ะ ฝ่ายศิลป์บ้างล่ะกันเป็นเนืองนิจ จนบางทีก็ไม่รู้แล้วว่าไหนคนไหนผี กว่าจะปิดกล้องนี่ทักผีไปกี่ตัวแล้วก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

ขอปิดท้ายบทความผีกองถ่ายด้วยเรื่องที่ฉันยังไม่เคยเล่าให้ใครฟังเรื่องนี้ก็แล้วกัน

 

สมัยถ่ายนางนาก ชะตากรรมของฉันและกองถ่ายก็จะซัดเซไปตามแหล่งลับแลต่างๆ ทั้งวัดร้าง กระท่อมเฝ้าสวนไกลสุดกู่ หรือป่าช้าพันปี (ดูสโลว์ไลฟ์ ดูพอเพียง ช้าบีฟอร์ อิท วอส คูล)

ฉากห้อยหัวอันลือลั่นของฉันนั้นก็ไปอาศัยหอฉันของวัดชานเมืองถ่ายทำก่อนเขาจะทุบทิ้ง

ไอ้การโดนชักรอกข้อเท้าขึ้นไปแกว่งเป็นลูกตุ้มนาฬิกาว่าแย่แล้ว แต่ก็ไม่เท่ากับการขึ้นไปปุ๊บ ก็โดนสั่งให้ลงมาปั๊บ ขึ้นๆ ลงๆ เป็นอารมณ์ชะนีมีประจำเดือนอยู่อย่างนั้นทั้งคืน จนเพิ่งมาเฉลยกันทีหลัง ว่าทุกครั้งที่ชักรอกขึ้นไป เสาที่อยู่ข้างหลังฉันเป็นต้องตกน้ำมันจนเลื่อมพรายเกินกว่าจะบันทึกภาพได้ เพราะเสาดูเปียกลื่น สีทึบกว่าเสาอื่น ก็ต้องชักเอาตัวฉันลงมาแล้วทำการเช็ดถูจนเสาแห้ง แล้วชักฉันขึ้นไปใหม่

แล้วเสาก็ตกน้ำมันอีก แกล้งกูชัดๆ

 

แต่ไอ้ที่จะเล่าคือฉากร่ำลาในช่วงสุดท้ายของภาพยนตร์ ที่ฝ่ายศิลป์และสถานที่ก็ไปเสาะหากันดี๊ดี ได้ป่าช้าที่วัดร้างอายุร่วมร้อยปีมาขุดหลุมให้ฉันทำการแสดง วันที่ยกกองกันเข้าไปถ่ายทำนั้น ก็มีชาวบ้านแลพระสงฆ์องค์เจ้าออกมาให้ข้อมูล ว่าขุดดีๆ นะโยม เฉาะผัวะลงไปเจอเจ้าของหลุมเก่าก็ย้ายเสีย อย่าไปรบกวนเขา

พร้อมแนบคำเตือนใส่ดอกจันมาให้ด้วย ว่าระวังผีเสื้อแดง พี่อุ๋ย, ผู้กำกับก็จดจำไว้ในใจ ว่าระวังผีเสื้อแดงๆๆๆ แต่ก็ไม่ได้บอกใคร

จนฉันมาถ่ายทำ จนร้องไห้ จนร่ำลา จนเฉาะกะโหลกไปแล้ว พี่อุ๋ยถึงมาเล่าให้ฟังอย่างร่าเริงว่าไม่เห็นจะมีผีเสื้อแดงเลย

“พี่ไม่บอกทรายหรอก พี่รู้ว่าทรายแพ้แมลง”

ใช่ๆ หนูแพ้แมลง พี่อุ๋ยใจดีจังที่ตัดสินใจไม่บอก ไม่งั้นหนูเล่นไม่ได้เต็มที่แน่

“แต่พี่ก็เพิ่งมารู้ทีหลัง ว่าผีเสื้อแดงที่เขาบอกน่ะ ไม่ใช่ผีเสื้อสีแดง”

หือ

“แต่เป็นผี ที่ใส่เสื้อแดง”

อ้าว เหรอ แต่ก็ไม่เป็นไรพี่ ผ่านไปแล้ว

 

“อื้อ พี่เลยไม่ได้บอกทราย ว่าวันนั้นมีเสื้อแดงมายืนดูใกล้ทรายเชียวล่ะ”

พี่อุ๋ย!!!

 

 

Illustration by Waragorn Keeranan
Share This!
  • 1.5K
  • 43
  •  
  •  
  •  
  •  
    1.5K
    Shares
No Comments Yet

Comments are closed