หากยังจำกันได้ เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2564 โลกโซเชียลมีเดียเคยมีกระแสแบนแพลตฟอร์มส่งอาหารเจ้าหนึ่งอย่างดุเดือด
นั่นก็คือ กรณี #แบนFoodpanda หลังจากที่ Foodpanda Thailand ประกาศพ้นสภาพพนักงานรายหนึ่งที่เข้าร่วมชุมนุมวันที่ 18 กรกฎาคม 2564 โดยอ้างว่าบริษัท “มีนโยบายต่อต้านความรุนแรงและการก่อการร้ายทุกรูปแบบ” สร้างความไม่พอใจจนต่อมาบริษัทต้องออกแถลงการณ์ขออภัย
ไรเดอร์คนนั้น คือ ‘สิทธิโชค’ ชายอายุ 25 ปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าวางเพลิงพระบรมฉายาลักษณ์ ร.10 และราชินี ที่บริเวณใกล้แยกสะพานผ่านฟ้าลีลาศในการชุมนุมวันดังกล่าว และต้องโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าต้องการเพียงช่วยดับไฟก็ตาม
วันนี้ (17 มกราคม) ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เพิ่งมีคำพิพากษา สั่งลงโทษจำคุก ‘สิทธิโชค’ 3 ปี ในข้อหาตาม ม.112 และ 6 เดือนตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่เห็นว่าจำเลยให้การเป็นประโยชน์ ให้ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 2 ปี ตาม ม.112 และ 4 เดือน ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานความเห็นของศาลว่า พยานโจทก์ผู้เห็นเหตุการณ์เบิกความไปในทำนองเดียวกันว่า จำเลยบีบของเหลวใส่พระบรมฉายาลักษณ์ แล้วไฟวูบขึ้นมา ประกอบกับมีภาพและวิดีโอเป็นหลักฐาน จึงเชื่อได้ว่าของเหลวดังกล่าวเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงจริง ในทรรศนะสังคมไทย รูปพระมหากษัตริย์มีค่าเท่าตัวบุคคล มีไว้กราบสักการะบูชาและเก็บรักษา ไม่ให้เสื่อมเสียเกียรติ จึงผิด ม.112
ส่วนการชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ การที่จำเลยอ้างว่ากำลังทำงานส่งอาหารและหยุดแวะดูการชุมนุม เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ และไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานว่าจำเลยรับงานส่งอาหาร ณ ตอนนั้น จึงเชื่อได้ว่าจำเลยเข้าร่วมการชุมนุม ซึ่งในขณะนั้นมีการประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
ทางด้าน ‘สิทธิโชค’ ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาในการต่อสู้คดีมาโดยตลอด โดยระบุว่า มีเจตนาเพียงต้องการดับไฟเท่านั้น ซึ่งในวันเกิดเหตุ ตนเพิ่งจะส่งอาหารเสร็จ และได้แวะหยุดดูการชุมนุม จนพบว่ามีจุดที่ไฟลุกไหม้ จึงได้นำ ‘น้ำเปล่าผสมน้ำบิ๊กโคล่า’ เข้าไปช่วยดับไฟ ไม่ใช่น้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด และตนก็ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ทำให้เกิดไฟลุกไหม้
ล่าสุด เวลา 11.25 น. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ทนายความกำลังยื่นขอประกันตัว ‘สิทธิโชค’ ศาลให้รอฟังคำสั่งต่อไป
อ้างอิงจาก