เพราะความรักนั้น ไม่เคยจำกัดรูปแบบ ในโลกนี้จึงมีความรักหลากหลายให้เราสัมผัสเสมอมา
เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา ในที่สุดสมรสเท่าเทียมที่เราต่างเฝ้าคอยก็ได้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยสถิติจากกรมการปกครองระบุว่า ในวันแรกที่เปิดให้มีการจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมนี้มีเหล่าคู่รัก LGBTQ+ กว่า 1,754 คู่ ตบเท้าเข้าไปรวมจดทะเบียน
และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันแห่งความรัก ในศักราชที่ประเทศไทยมีสมรสเท่าเทียมแบบนี้ The MATTER เลยอยากชวนทุกคนย้อนเวลาไปสำรวจเรื่องราวความรักของเหล่า ‘แซฟฟิก’ ที่ถูกบอกเล่าบนหน้าสื่อบันเทิงไทยกัน
โดยเราได้หยิบเอาภาพยนตร์และซีรีส์ ที่ดำเนินเรื่องด้วยความรักของตัวละครแซฟฟิก ซึ่งออกฉายช่วงปี 2010 หรือตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง ‘Yes or No อยากรักก็รักเลย’ ไปจนถึงภาพยนตร์และซีรีส์ ที่ฉายจบภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2024 นับรวมทั้งสิ้น 15 ปี 40 เรื่อง เพื่อให้เห็นกันว่า ก่อนที่เราจะได้จรดปลายปากกาลงบนทะเบียนสมรสอย่างเทียมเทียมกัน สิ่งที่แซฟฟิกหลายคนต้องพบเจอคืออะไร เพราะภาพยนตร์และซีรีส์ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือชั้นดีที่สะท้อนให้เราได้เห็นว่า สังคมกำลังมองพวกเขาในมุมไหนบ้าง
เกณฑ์การเก็บและจัดแบ่งข้อมูล
- เก็บข้อมูลเฉพาะภาพยนตร์และซีรีส์ที่มีตัวละครหลักเป็นแซฟฟิก โดยต้องเริ่มและฉายจบในปี 2010-2024 รวมทั้งสิ้น 40 เรื่อง
- เก็บข้อมูลเฉพาะประเด็นที่แซฟฟิกต้องพบเจอ โดยยึดจากการกระทำของตัวละครต่างๆ ภายในเรื่อง ใน 1 เรื่องอาจมีมากกว่า 1 ประเด็น สูงสุด 3 ประเด็น และบางเรื่องอาจไม่มีเลย
- จัดแบ่งข้อมูล โดยใช้ช่วงระยะเวลา 5 ปีเป็นเกณฑ์
- ช่วงที่ 1 คือปี 2010-2014
- ช่วงที่ 2 คือปี 2015-2019
- ช่วงที่ 3 คือปี 2020-2024
- จำแนกประเด็นที่ตัวละครแซฟฟิกต้องพบเจอออกเป็น 6 ประเด็น คือ ถูกเหยียดหยาม, ถูกบังคับให้เป็นเพียงเพศชายหรือหญิง, ถูกภาพจำกดทับ, ถูกมองเป็นความสัมพันธ์ฉาบฉวย, ถูกมองว่าผิดธรรมชาติ และกฎหมายไม่รองรับ
ช่วงปี 2010-2014
ช่วงแรกของจักรวาลซีรีส์ Girls’ Love เราเริ่มนับจากปี 2010-2014 ซึ่งมีภาพยนตร์และซีรีส์ที่ดำเนินเรื่องราวผ่านตัวละครหลักที่เป็นแซฟฟิกทั้งหมด 7 เรื่อง เช่น Yes or No 1 (2010) และ 2 (2012), She เรื่องรักระหว่างเธอ (2012) และ 1448 รักเราของใคร (2014)
แน่นอนด้วยความเป็นช่วงขวบปีแรกๆ ของการทำสื่อบันเทิงที่มีตัวละครเอกเป็นแซฟฟิก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สังคมช่วงนั้นยังไม่ได้เปิดกว้าง ยอมรับ หรือเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศมากเท่าปัจจุบัน นั่นทำให้ ‘ประเด็น’ ที่เหล่าแซฟฟิกในช่วงเวลานั้นพบเจอมักโฟกัสไปที่เรื่องของการไม่ยอมรับในความหลากหลายทางเพศ และมองว่าความรักในรูปแบบที่ว่านั้นไม่มีทางยั่งยืน
จากการเก็บข้อมูล เราพบประเด็นที่ตัวละครแซฟฟิกถูกเหยียดหยาม 3 เรื่อง, ถูกมองว่าผิดธรรมชาติ 3 เรื่อง, ถูกมองว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นเรื่องฉาบฉวย 3 เรื่อง, ถูกบังคับให้เป็นเพียงชายหรือหญิง 1 เรื่อง และกฎหมายไม่รองรับ 1 เรื่อง
อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ด้วยความที่ภาพยนตร์และซีรีส์ทั้ง 7 เรื่องนี้ดำเนินอยู่ในช่วงประมาณ 15 ปีที่แล้ว ทำให้ความเข้าใจและการเปิดรับยังมีไม่มาก เรื่องราวเลยสื่อสารออกมาให้เราเห็นว่าตัวละครที่เป็นแซฟฟิกนั้น ต้องเผชิญหน้ากับการไม่ยอมรับของทั้งสังคมโดยรวมและครอบครัว ตั้งแต่เรื่องความมีอคติของสังคมต่อชุมชน LGBTQ+ การถูกใช้คำพูดเหยียดหยามอย่างคำว่า ‘ตีฉิ่ง’ ไปจนถึงการที่ครอบครัวพยายามบังคับให้ตัวละครที่ตัดผมสั้นหันมาไว้ผมยาว
ไม่เพียงเท่านั้น นอกจากปัญหาหลักๆ ที่พบได้เหล่านี้แล้ว ในบางเรื่องยังมีการสอดแทรกเรื่องการ ‘เปลี่ยนทอมให้เป็นเธอ’ อยู่ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งมักมาในรูปแบบของตัวละครชายรุกเข้าจีบตัวละครแซฟฟิกที่ออกตัวแล้วว่ามีแฟน
ช่วงปี 2015-2019
ก้าวเข้าสู่ช่วงที่ 2 ของจักรวาล Girls’ Love ในช่วงปี 2015-2019 นี้ มีภาพยนตร์และซีรีส์ ที่มีตัวละครหลักเป็นแซฟฟิกอยู่ทั้งหมด 6 เรื่อง เช่น yes or no 2.5 (2015), THE DREAMER คอนโด/บาริสต้า/สถาปนิก (2016) และ BKKY (2016)
ในช่วงปีนี้ เราสังเกตเห็นประเด็นที่ตัวละครแซฟฟิกต้องเผชิญทั้งหมด 3 ประเด็นด้วยกัน คือ ถูกมองเป็นความสัมพันธ์ฉาบฉวย 3 เรื่อง, ถูกบังคบให้เป็นเพียงชายหรือหญิง 2 เรื่อง และถูกมองว่าผิดธรรมชาติ 2 เรื่อง
การที่ความสัมพันธ์ของพวกเขาถูกมองเป็นเรื่องฉาบฉวย เราสังเกตได้จากสิ่งที่คนรอบตัวหรือคนในครอบครัวพูดกับตัวละครที่เปิดเผยความสัมพันธ์ของพวกเขาว่า สิ่งนี้เป็นแค่เรื่องเล่นๆ เป็นแฟชั่น เดี๋ยวพอโตขึ้น ก็จะกลับไปรักผู้ชายเหมือนเดิม
การถูกบังคับให้เป็นเพียงชายหรือหญิง ปรากฏอยู่ในรูปแบบที่ตัวละครถูกคลุมถุงชนให้แต่งงาน หรือหมั้นหมายกับผู้ชายโดยไม่ถามความสมัครใจใดๆ
และถูกมองว่าผิดธรรมชาติที่พบในช่วงปีนี้ คือ ตัวละครถูกคำพูดหรือการกระทำของคนในครอบครัว คนรอบข้าง ทำให้รู้สึกว่าการเป็นแซฟฟิกนั้นเป็นเรื่องผิด จนไม่กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง
เราอาจมองได้ว่า ปัญหาที่ตัวละครต้องพบเจอ คือภาพสะท้อนของสังคมที่ชาวแซฟฟิกต้องพบเจอจริงๆ ไม่ว่าจะถูกมองว่าเดี๋ยวก็เลิกรา ถูกกรอบของสังคมครอบไว้ให้เป็นเพียงเพศชายหรือหญิงเท่านั้น รวมไปถึงถูกอคติของสังคมตีตราว่าพวกเขาผิดปกติ
ช่วงปี 2020-2024
มาถึงในช่วงปี 2020-2024 จะเห็นได้ว่าการเติบโตของซีรีส์แซฟฟิกในช่วง 4 ปีให้หลังนั้น พุ่งขึ้นสูงกว่าช่วง 10 ปีที่แล้วอย่างชัดเจน โดยในช่วงปีนี้ มีซีรีส์แซฟฟิกถึง 27 เรื่อง และภายใน 27 เรื่องก็มีการนำเสนอพล็อตเรื่องที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น นอกจากโรแมนติก-คอเมดี้ เช่น The Cheese Sisters (2022), 23.5 องศาที่โลกเอียง (2024) เรายังพบการนำเสนอในประเภทไซไฟอวกาศ เช่น URANUS2324 (2024) รวมถึงพีเรียดอย่าง ปิ่นภักดิ์ (2024) ทำให้ประเด็นที่สะท้อนออกมาจากซีรีส์แซฟฟิกในช่วงเวลานี้หลากหลายตามไปด้วยเช่นกัน
ประเด็นจากซีรีส์แซฟฟิกในช่วงปี 2020-2024 ที่พบคือถูกมองว่าผิดธรรมชาติ 8 เรื่อง, ถูกบังคับให้เป็นเพียงเพศชายหรือหญิง 4 เรื่อง, ถูกมองเป็นความสัมพันธ์ฉาบฉวย 3 เรื่อง, ถูกเหยียดหยาม 2 เรื่อง, ถูกภาพจำกดทับ 1 เรื่อง และกฎหมายไม่รองรับ 1 เรื่อง
ประเด็นที่เราเราพบได้มากที่สุด คือ ตัวละครแซฟฟิกถูกมองว่าผิดธรรมชาติ ซึ่งสังเกตได้จากจากการบอกกล่าวและการแสดงออกของตัวละครในเรื่อง ทั้งท่าทีไม่พอใจ การพยายามกีดกัน หรือมีมายาคติเกี่ยวกับบทบาททางเพศเป็นตัวตั้ง หากผิดแผกไปจากนี้ ก็จะถือว่าผิดธรรมชาติ
ต่อมาคือตัวละครแซฟฟิกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถูกครอบครัว คนใกล้ชิด หรือกระทั่งสังคมพยายามบีบบังคับให้เป็นเพียงเพศหญิงตามขนบ เช่น การบังคับให้แต่งงานกับผู้ชาย
มองว่าความสัมพันธ์ของแซฟฟิกนั้นเป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์ฉาบฉวย มีทั้งเกิดจากคนรอบข้างเองที่คิดว่าเป็นความสัมพันธ์ไม่ยั่งยืน ท้ายที่สุดพวกเขาก็จะกลับไปลงเอยกับคนที่มีเพศกำเนิดตามที่สังคมคาดหวัง หรือในบางเรื่องแม้กระทั่งคนที่อยู่ในความสัมพันธ์เองก็มองว่า เป็นความสัมพันธ์ที่จะอยู่กันไม่ยืดยาว เพราะสังคมรอบข้างไม่เชื่อในพวกเขา
การนำเสนอภาพให้เห็นว่า คู่รักแซฟฟิกนั้นถูกเหยียดหยาม เป็นการถูกดูหมิ่นดูแคลน ไม่ว่าจะด้วยสถานะทางสังคม ความรัก ความสัมพันธ์ ซึ่งล้วนเกิดจากอคติที่มีต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ
ตัวละครแซฟฟิกถูกภาพจำกดทับ โดยการให้ตัวละครรอบข้างในเรื่องมีภาพจำว่า คนที่ดูมีความ masculine จะต้องเป็นทอม ชอบผู้หญิง ทั้งที่ในความเป็นจริงบุคลิกลักษณะไม่ได้แสดงออกถึงรสนิยมทางเพศของแต่ละบุคคล
สุดท้ายคือการนำเสนอประเด็นเรื่องการไร้กฎหมายรองรับของคู่รักเพศหลากหลาย ซึ่งนำเสนอผ่านสิทธิทางการแพทย์ที่ไม่สามารถเซ็นยินยอมได้ (ขณะนั้นอยู่ในช่วงที่สังคมพูดถึงเรื่องสมรสเท่าเทียม แต่ในวันที่ 23 มกราคม 2025 ประเทศไทยเรามีการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างเป็นทางการแล้ว)
นอกจากประเด็นหลักที่เราได้เจอ เมื่อดูซีรีส์แซฟฟิกในช่วงปี 2020-2024 แล้ว ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจสอดแทรกอยู่ในเรื่องด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอภาพแซฟฟิกที่แตะไปถึงมิติทางศาสนาและการเมืองอย่าง ทะเลของฉันมีคลื่นเล็กน้อยถึงปานกลาง Solids by the Seashore (2023) การนำเสนอภาพที่มีส่วนสำคัญในการทลายมายาคติของสังคม เช่น ความรักระหว่างหญิงข้ามเพศและหญิงข้ามเพศใน 23.5 องศาที่โลกเอียง (2024)
ทั้งนี้ ยังมีประเด็นที่ต่อยอดเนื่องมาจากสิ่งที่ตัวละครแซฟฟิกพบเจอได้อีก เช่น การที่ตัวละครไม่กล้ายอมรับในตัวตนของตัวเอง ไม่กล้าเปิดเผยสถานะความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ซึ่งเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เปิดกว้าง และไม่เข้าใจถึงความหลากหลายทางเพศ รวมถึงมีกรอบของอคติมาคอยกีดขวางไม่ให้ LGBTQ+ ได้มีชีวิตอิสระเป็นของตัวเอง
อีกหนึ่งข้อสังเกตที่เราพบในระหว่างการเก็บข้อมูล คืออัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของภาพยนตร์และซีรีส์ Girls’ Love ช่วงปี 2020-2024 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากในช่วง 5 ปีก่อนหน้าถึง 21 เรื่อง แต่เมื่อคิดคำนวนกับสัดส่วนประเด็นที่แซฟฟิกต้องเจอแล้วพบว่า ในช่วงปี 2020-2024 นั้น ประเด็นต่างๆ ปรากฏลดลง และมีเรื่องที่ไม่ปรากฏประเด็นเลยถึง 14 เรื่องจาก 27 เรื่อง
นี่จึงอาจเป็นสัญญาณที่ดี ที่แสดงให้เห็นว่าสังคมกำลังเปิดกว้างและยอมรับคู่รักแซฟฟิกมากกว่าในช่วง 10 ปีก่อนหน้า จนภาพยนตร์และซีรีส์ไม่ได้นำเสนอภาพคนในสังคมที่มองว่าพวกเขาผิดแผกไป และดำเนินเรื่องราวความรักของพวกเขาเหมือนภาพยนตร์และซีรีส์ชายหญิงทั่วไป ที่ไม่ต้องทนฟังเสียงเหยียดหยามจากคนรอบข้างเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาเป็น และสามารถเป็นตัวเองได้อย่างเปิดเผย
จากนี้ก็คงต้องคอยเฝ้าดูกันต่อไปว่าวงการ Girls’ Love ในบ้านเราจะถูกผลักดันต่อไปในทิศทางไหน จะมีประเด็นอะไรที่รอให้พวกเราไปค้นพบอีกบ้าง ในวันที่ความเท่าเทียมกำลังบานสะพรั่งแบบนี้
อ้างอิงจาก