ART OF BLOOD ศิลปะแห่งการใช้เลือดทำงานศิลปะ

ในตอนที่ผ่านๆ มา เราได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่น่าจะเอามาทำเป็นงานศิลปะ มาทำเป็นงานศิลปะไปได้ ตั้งแต่ของพื้นๆ อย่างอาหารการกิน  ไปจนถึงของที่คนส่วนใหญ่ต้องเบือนหน้าหนีอย่าง โถฉี่, ส้วม, ซากศพ หรืออวัยวะซ่อนเร้นที่ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงอย่าง โยนี ก็มีคนเอาไปทำเป็นศิลปะมาแล้ว

 

ในคราวนี้เราขอพูดถึงสิ่งที่คนทั่วไปไม่คิดว่าจะมีใครเอามาทำงานศิลปะ แต่ก็ถูกหยิบเอามาทำงานศิลปะไปได้เหมือนกัน สิ่งนั้นคือสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตหลากชนิด โดยเฉพาะมนุษย์อย่างเราๆ นั่นคือ ‘เลือด’ นั่นเอง

เลือด นอกจากจะทำหน้าที่หล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกายสิ่งมีชีวิตแล้ว ในเชิงวัฒนธรรม เลือดมีความหมายในเชิงพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอารยธรรมยุคโบราณในหลายประเทศในโลกอย่าง อินคา, มายา และ แอซแทก หรือแม้แต่ในเอเชียเอง ก็มีการบูชายัญเพื่อเซ่นสังเวยเทพเจ้าด้วยเลือดสดๆ ในพิธีศีลมหาสนิทของศาสนาคริสต์ ไวน์ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนพระโลหิตของพระเยซู ในยุคโบราณเลือดมีความหมายเชิงสังคม ในฐานะสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์สูงส่งของเผ่าพันธุ์ การสมรสต่างสายเลือดหรือเผ่าพันธุ์หรือแม้แต่การถ่ายเลือดจึงเป็นความแปดเปื้อนและต้องห้าม

ในโลกศิลปะตะวันตกยุคโบราณ เลือด ถูกแสดงออกในภาพวาดศาสนตำนาน พระทรมาน การสิ้นพระชนม์ของพระเยซู หรือมรณสักขี (การถูกทรมานและฆ่าเพราะความเชื่อ) ของนักบุญและเหล่าคริสต์ศาสนิกชน จิตรกรเอกชาวอิตาเลียนในยุคบาโร้ก อย่าง คาราวัจโจ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่แสดงออกถึงเลือดและความรุนแรงในภาพวาดทางศาสนาของเขาได้อย่างโดดเด่น

แต่ในโลกศิลปะร่วมสมัย เลือด ไม่ได้ถูกนำมาแสดงออกในภาพวาดเพียงเท่านั้น หากแต่มันถูกหยิบเอามาทำเป็นสื่อ (medium) หรือวัตถุดิบในการทำงานศิลปะแบบตรงไปตรงมากันเลย

อาทิเช่น ผลงานของศิลปินสื่อผสมและศิลปะแสดงสด แฮร์มานน์ นิตช์ (Hermann Nitsch) แห่ง กลุ่ม Viennese Actionists กลุ่มศิลปินที่เป็นที่รู้จักจากการทำงานศิลปะการแสดงสดสุดอื้อฉาวโชกเลือด ที่สังเวยชีวิตและเลือดเนื้อของสัตว์ด้วยการฉำแหละมันเป็นชิ้นๆ

ผลงาน Blood Picture (1962) ของ นิตช์ นับเป็นภาพแรกๆ ที่วาดขึ้นด้วยเลือดสดๆ โดยเขานำผ้าใบไว้ในเลือด แล้วเอาขึ้นมาปล่อยทิ้งไว้ให้เลือดแห้งกรังจนดูคล้ายกับผ้าพันแผลเปื้อนเลือด แล้วนำเลือดมาเทลงไปอีกครั้ง ซึ่งการใช้เลือดในผลงานของเขาแสดงออกถึงการเซ่นสังเวยและการไถ่บาปไปพร้อมๆ กัน

 

แฮร์มานน์ นิตช์: Blood Picture (1962), ภาพจาก : tate.org.uk

หรือกลุ่มศิลปินหน้าใหม่รุ่นเยาว์ของอังกฤษในช่วงปลายยุค 1980s ที่มีชื่อเรียกว่า Young British Artists หรือ YBAs ที่หยิบเอาสิ่งของต้องห้ามที่คนส่วนใหญ่ชิงชังจนต้องเบือนหน้าหนีมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งปฏิกูล เลือด ซากศพ ความตาย ไปจนถึงเรื่องราวส่วนตัวที่คนทั่วไปปกปิดซ่อนเร้น อย่างประเด็นทางเพศอันโจ่งแจ้งล่อแหลม ความลามกอนาจารและความผิดเพี้ยนพิลึกพิลั่น มาทำเป็นงานศิลปะสุดอื้อฉาว ด้วยการปฏิเสธสื่อและวัสดุทางศิลปะตามแบบแผนเดิม แต่มุ่งนำเสนอความน่าตื่นเต้น ความช็อก ความแปลกแหวกแนว ความบ้าคคั่ง ท้าทาย ความจะแจ้ง รุนแรง ไปจนถึงความลามกอนาจาร เพื่อผลักดันศิลปะให้ทะลุกรอบกฎเกณฑ์และขีดจำกัด

ดังเช่นในนิทรรศการที่แสดงในสถาบันศิลปะอันทรงเกียรติอย่าง รอยัล อะคาเดมี ออฟ อาตส์ (Royal Academy of Art) ในลอนดอน ที่มีชื่อว่า Sensation (น่าตื่นเต้น) (1997) (ชื่อก็บอกกันโต้งๆ อยู่แล้วว่าต้องการนำเสนอเรื่องอะไร) ที่ประกอบด้วยผลงานศิลปะที่ชวนช็อก รบกวนจิตใจ แต่ก็ดึงดูดความสนใจอย่างคาดไม่ถึง ผลงานเหล่านี้เป็นตัวอย่างของการท้าทายนิยามเดิมๆ ของศิลปะอย่างรุนแรง และหลายผลงานในนิทรรศการนี้ มีวัตถุดิบสุดแสนจะอื้อฉาวอย่าง เลือด เป็นองค์ประกอบสำคัญ

ไม่ต้องพูดถึงผลงานของศิลปินคนสำคัญในกลุ่มอย่าง เดเมียน เฮิร์สต์ เพราะงานของเขานั้นเต็มไปด้วยเลือดและความตายอยู่แล้ว ซึ่งผลงานของสมาชิกสำคัญอีกคนของกลุ่มอย่าง เทรซี เอมิน อย่าง My Bed (1998) ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เธอยกเอาเตียงนอน ที่ใช้เวลาหลายอาทิตย์ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ กินอาหาร นอนหลับและหลับนอนมีเพศสัมพันธ์ ในระหว่างที่เธอกำลังมีประจำเดือน อยู่บนเตียงนั้น (คงไม่ต้องบอกว่าผ้าปูที่นอนจะเละเทะขนาดไหน!) มาวางไว้ในหอศิลป์ นอกจากจะเกลื่อนไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างขวดเหล้า ซองบุหรี่ และรองเท้าแตะแล้ว ยังมีหลอดเจลหล่อลื่น ถุงยางใช้แล้ว บนเตียงก็ยังมีชุดชั้นในและผ้าอนามัย (แบบสอด) ชุ่มโชกเลือดประจำเดือน วางทิ้งเอาไว้ให้เห็นกันจะจะอีกด้วย

 

เทรซี เอมิน: My Bed (1998), ภาพจาก : communicationinterne.net

หรือผลงานสุดอื้อฉาว มาร์ก ควินน์ (Marc Quinn,1964) อย่าง Self (1991) ประติมากรรมรูปศีรษะมนุษย์สีแดงสดที่หล่อขึ้นจากเลือดของเขาเอง โดยควินน์ ค่อยๆ สะสมเลือดของเขาทีละนิดทุกวัน เป็นเวลา 5 เดือน เอามารวมกันจนได้ปริมาณ  4.5 ลิตร จากนั้นนำมาหล่อในแบบพิมพ์ที่ถอดแบบจากศีรษะของเขาเอง และนำไปแช่แข็งรักษาอุณหภูมิในตู้เย็นที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษเพื้อป้องกันไม่ให้มันละลาย ควินน์จะทำงานศิลปะชิ้นนี้ของขึ้นใหม่ในทุกๆ 5 ปี (ทำบ่อยๆ เลือดก็หมดตัวตายกันพอดี!)

ผลงานชิ้นนี้ของเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปินชั้นครูในอดีตอย่าง เรมบรันด์  ที่วาดภาพเหมือนของตัวเองในทุกๆ ช่วงเวลาของชีวิต ทำให้เราสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของศิลปินผ่านกาลเวลา รวมถึงเป็นการเฝ้าติดตามสำรวจหาความหมายและการแสดงออกในมุมมองต่างๆ ของชีวิตมนุษย์ผ่านศิลปะ วิทยาศาสตร์ และร่องรอยส่วนตัวของศิลปินเอง

 

มาร์ก ควินน์: Self (1991), ภาพจาก : marcquinn.com

ควินน์วางแผนจะทำผลงานประติมากรรมทำจากเลือดของเขาออกมาอย่างต่อเนื่องไปจนวันที่เขาตาย โดยเขาวางแผนเอาไว้ว่าผลงานชิ้นสุดท้ายในชุดนี้จะถูกหล่อขึ้นจากเลือดจำนวนสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว

หรือผลงานของ ศิลปินช่างภาพชาวอเมริกัน แอนเดรส เซอร์ราโน (Andres Serrano) ผู้มีชื่อเสียงจากผลงานภาพถ่ายสุดอื้อฉาว โดยภาพถ่ายหลายชิ้นของเซอร์ราโน มักจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับของเหลวในร่างกายมนุษย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น เลือด (ทั้งเลือดธรรมดาและเลือดประจำเดือน) อสุจิ, ฉี่ หรือน้ำนมแม่ ผลงานบางชุดของเขามักจะเป็นภาพถ่ายสิ่งที่ถูกแช่อยู่ในของเหลวเหล่านั้น เช่นในผลงาน Piss Christ (1987) ที่โด่งดังที่สุดของเขา ซึ่งเป็นภาพถ่ายของพระเยซูพลาสติกบนไม้กางเขนที่แช่อยู่ในฉี่ของเขาเอง

นอกจากนั้นเขายังนำของเหลวจากร่างกายมาผสมผสานทำปฏิกิริยาต่อกันแล้วถ่ายภาพ (ซึ่งดูๆ ไปก็คล้ายกับเป็นภาพวาดแบบนามธรรมอยู่ไม่หยอกเหมือนกัน) ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายเลือดผสมกับอสุจิ ในผลงาน Blood and Semen หรือภาพถ่ายเลือดผสมกับฉี่ ในผลงาน Piss and Blood หรือภาพถ่ายเลือดกับน้ำนมในผลงาน Milk and Blood ผลงานภาพถ่ายการผสมของเหลวต่างๆ ในร่างกายเข้าด้วยกัน (ซึ่งโดยปกติมักจะเป็นเรื่องต้องห้ามในหลายวัฒนธรรม) งานของเซอร์ราโนชุดนี้ เป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตและความตายนั่นเอง และผลงานชุดนี้นี่เอง ที่ไปเตะตาโดนใจวงดนตรีแทรชเมทัลชื่อดังชาวอเมริกันอย่าง Metallica จนหยิบเอาผลงาน Blood and Semen II (1990) ไปใช้เป็นปกอัลบั้มของในปี 1996 อย่าง Load และยังหยิบเอาผลงาน Piss and Blood XXVI (1987) ของเซอร์ราโน ไปใช้เป็นปกอัลบั้มในปีถัดมาอย่าง Reload อีกด้วย

 

แอนเดรส เซอร์ราโน: Piss and Blood XXVI (1987), ภาพจาก : andresserrano.org

หรือผลงานของศิลปินอเมริกัน จูดี้ ชิคาโก้ (Judy Chicago) อย่าง Menstruation Bathroom (1972) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการศิลปะจัดวาง Womenshouse ของกลุ่มศิลปินเฟมินิสต์ ในลอสแอนเจลิส ที่ประกอบด้วยห้องน้ำที่มีผ้าอนามัยทั้งแบบแผ่นและแบบสอดชุ่มโชกเลือดประจำเดือนอัดแน่นอยู่ในถังขยะ และตกแผละอยู่ตามพื้นห้องน้ำ ซึ่งผ้าอนามัยโชกเลือดนี้เปรียบเสมือนเครื่องหมายของความเป็นสัตว์ ที่สตรีเพศมิอาจลบล้างออกจากตัวเองได้

 

จูดี้ ชิคาโก้: Menstruation Bathroom (1972), ภาพจาก : bagtazocollection.com

ศิลปินอเมริกันอย่าง แคโรลี คนีแมนน์ ใน Blood Work Diary (1972) ที่ประกอบด้วยทิชชู่ซับเลือดประจำเดือนในหนึ่งรอบเดือน โดยเธอทำผลงานชิ้นนี้ขึ้นเพื่อเป็นการโต้ตอบความรู้สึกรังเกียจของบรรดาเพศชายที่มีต่อประจำเดือนของผู้หญิง

 

แคโรลี คนีแมนน์: Blood Work Diary (1972), ภาพจาก : feministlibrary.tumblr.com

หรือผลงานของศิลปินอเมริกัน พอร์เชีย มันสัน (Portia Munson) อย่าง Menstrual Print (1990s) ที่ทำภาพพิมพ์จากเลือดประจำเดือนในแต่ละเดือนเป็นเวลา 8 ปี ด้วยการประทับกระดาษลงบนหว่างขาในระหว่างที่เลือดประจำเดือนกำลังไหลออกมา กระดาษบางแผ่นมีชุดข้อความที่บรรยายเรื่องราวในประวัติศาสตร์ เรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับประจำเดือน พิธีกรรม รวมถึงความคิดที่เชื่อมโยงกับการมีประจำเดือน โดยเธอแสดงภาพพิมพ์เลือดประจำเดือนนี้เรียงกันในรูปตารางคล้ายราวกับเป็นปฏิทินของรอบเดือน

 

พอร์เชีย มันสัน: Menstrual Print (With Text) (1993), ภาพจาก : dazeddigital.com

หรือผลงานของศิลปินอเมริกัน คริสเทน คลิฟฟอร์ด (Christen Clifford) อย่าง I WANT YOUR BLOOD (2013) ที่ศิลปินใช้เวลาหนึ่งปี สะสมเลือดประจำเดือนจากผู้หญิงหลายคน และรวบรวมมาใช้ในการทำศิลปะการแสดงสด โดยมีอาสาสมัครเพศชายนอนเปลือยกายให้เธอเอาเลือดประจำเดือนเทต่างสี และใช้ร่างกายของพวกเขาต่างพู่กันละเลงเลือดลงบนผืนผ้าใบ ผลงานชิ้นนี้ นอกจากจะทำเพื่อโต้ตอบผลงานของศิลปินชาวฝรั่งเศส อีฟว์ คไลน์ (Yves Klein) ที่ใช้สีน้ำเงินละเลงร่างกายของหญิงสาวและใช้ร่างกายของพวกเธอละเลงสีลงบนผ้าใบต่างพู่กันแล้ว ยังเป็นการลบล้างอคติที่มองเลือดประจำเดือนเป็นของต่ำและเป็นสิ่งสกปรก ทั้งยังเป็นการเฉลิมฉลองเลือดแห่งความเป็นวัยเจริญพันธุ์ของสตรีเพศอีกด้วย

 

คริสเทน คลิฟฟอร์ด: I WANT YOUR BLOOD (2013), ภาพจาก : dazeddigital.com

หรือผลงานของ ซาราห์ เลวี (Sarah Levy) ศิลปินอเมริกันที่ทำงานศิลปะเพื่อตอบโต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้มีทัศนคติรังเกียจและดูถูกเพศหญิง โดยเขาแสดงความเห็นในเชิงดูหมิ่นนักข่าวหญิง เมแกน เคลลี (Megyn Kelly) เกี่ยวกับ ‘เลือด’ ในการอภิปรายทางการเมืองครั้งหนึ่ง เลวีแสดงการโต้ตอบทรัมป์ด้วยการใช้เลือดประจำเดือนของเธอเป็นสีวาดภาพเหมือนของเขาออกมา

 

ซาราห์ เลวี: ภาพวาดประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยเลือดประจำเดือนของศิลปิน, ภาพจาก : twitter.com/KatePow3ll

ไม่เพียงแค่ในแวดวงศิลปะร่วมสมัยของโลกตะวันตก วงการศิลปะร่วมสมัยของไทยเองก็มีการใช้เลือดเป็นวัตถุดิบในการทำงานศิลปะเช่นเดียวกัน

อาทิ ผลงานของศิลปินไทย โฆษิต จันทรทิพย์ ในปี 1994 ที่ทำศิลปะการแสดงสดด้วยการให้พยาบาลสูบเลือดของเขาออกมาไหลเวียนในหลอดแก้วที่ดัดเป็นรูปทรงของคำว่า ‘LOVE’ โดยมีภาพวาดของเขาและคนรักที่วาดด้วยเลือดของเขาเองแสดงอยู่ด้านหลัง

 

โฆษิต จันทรทิพย์: ศิลปะแสดงสด Blood in alphabet of LOVE (1994), ภาพจาก : khm.de

หรือในนิทรรศการในปี 2016 อย่าง ALLERGIC REALITIES ที่โฆษิตใช้เลือดของตัวเองวาดภาพเหตุการณ์ความรุนแรงในประวัติศาสตร์หลายยุคสมัยทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาพเด็กหญิงชาวเวียดนามร่างกายเปลือยเปล่าที่กำลังวิ่งหนีเปลวไฟจากระเบิดนาปาล์ม, ภาพนายพลเวียดนามจ่อยิงเวียดกงกลางแจ้ง, ภาพพระเวียดนามเผาตัวเองประท้วงรัฐบาล. ภาพขบวนการเหยียดผิวหัวรุนแรงอย่าง คู คลักซ์ แคลน หรือแม้แต่ภาพเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ด้วยการใช้ลวดลายจุดของการพิมพ์ระบบออฟเซ็ต ที่เรียกกันว่า Benday Dots (ถ้านึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร ให้ลองเอาแว่นขยายไปส่องภาพบนหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารดู) ที่แสดงถึงต้นตอของภาพซึ่งเป็นข้อมูลที่เผยแพร่ให้เราได้พบเห็นเป็นธรรมดาในสื่อต่างๆ ทั้งจากหนังสือพิมพ์, นิตยสาร หรืออินเทอร์เน็ต ผนวกกับการใช้เลือดสดๆ ของศิลปินระบายทับลงไปบนภาพข่าวเหล่านั้น ราวกับจะเป็นการบอกเรากลายๆ ว่าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินั้นไม่เคยว่างเว้นจากการนองเลือดเลยแม้แต่น้อย

โฆษิต จันทรทิพย์: ผลงานในนิทรรศการ ALLERGIC REALITIES (2016) ขอบคุณภาพจากคุณชล เจนประภาพันธ์

หรือผลงานของศิลปินไทยรุ่นใหม่ ดริสา การพจน์ หรือที่รู้จักกันในฉายา Riety ในนิทรรศการครั้งล่าสุดของเธออย่าง Vein/Vain (ยังจัดแสดงอยู่ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน ที่ร้าน Daydream Believer อารีย์ (พหลโยธิน 12)) ที่นำเอาเลือดสดๆ จากร่างกายของนางแบบ 15 คน มาใช้แทนสีวาดภาพของนางแบบเหล่านั้นออกมา ที่เธอทำเช่นนี้ก็เพราะเธอพบว่า เลือดสามารถใช้เป็นสีในการวาดภาพได้

 

Riety: ผลงานในนิทรรศการ Vein/Vain (2018) ขอบคุณภาพจากศิลปิน

นอกจากนั้นเธอยังต้องการเก็บเอาความงามในวัยสาวสะพรั่งของนางแบบเหล่านั้นให้เป็นอมตะ ราวกับหยุดเวลาเอาไว้ในภาพที่วาดด้วยเลือดเหล่านี้

 


อนึ่ง บทความนี้เป็นส่วนเพิ่มเติมจากการเสวนา ‘BLOOD IN ART การใช้เลือดในงานศิลปะ’ โดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ และ พีรมณฑ์ ตุลวรรธนะ แห่งเพจ ศิลปะเข้าใจยากจริงหรือ? ในวันเปิดนิทรรศการ Vein/Vain วันที่ 16 มิถุนายน 2018

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

dazeddigital.com

tate.org.uk

theguardian.com

en.wikipedia.org

portiamunson.com

bagtazocollection.com

theconversation.com

tfam.museum

facebook.com/wutigorn.kongka

 

Share This!
  • 228
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    228
    Shares
No Comments Yet

Comments are closed